ทฤษฎีสัมพันธภาพของใจไฉนละเลยความดิบเถื่อนของปัจเจกชน เคล้าปนหนหลังในอดีตร้าวราน หรือเพื่อก่อผสานสิ่งลวงตา ชักพาใหเคลิ้มหลง ปลดปลงเสพสมแล้วจากลา
เมื่อครั้งยังเป็นเล็กเด็กน้อย ค่าด้อยปัญญาน้อยค่อยศึกษา แต่เมื่อเติบใหญ่กลับโง่เขลาเบาปัญญา สิ่งที่ว่าไม่ใช่ปัญญาในด้านการเรียน แต่หากเป็นคนเขลาในด้านจิต เพราะชีวิตคิดหนักสั้นยาวไม่ว่างเว้น ปลงไม่ปล่อย ค่อยๆปลงแต่ลงไม่เป็น ยังคั่งค้างดังเช่นในอารมณ์
ดั่งสุมทุมพุ่มไม้หนาแน่นอก ไร้เงาปกคลุมกายให้คลายเหงา วันทั้งวันผ่านไปยังไร้เงา ผู้เคียงเข้าใจหัวอกคนตกตรม
สามวันดีสี่วันไข้ได้อารมณ์ ออกไปชมเรือนร่างกลางเมืองใหญ่ ทั้งที่มีผู้คนมากมายแต่เหงาใจ นี่กระไรคนเขลาที่เราเปรย
มีสิ่งดีเข้ามาเห็นเป็นกงจักร ต้องช้ำหนักรักคุดสุดโหยหา ร่างกายนั้นเดินไม่ตรงคงทุกครา เพราะฤทธิ์ทราเมรัยใจอับปาง
วันที่ผ่านพ้นทุกข์สุขนั้นไซร้ จะได้สัมผัสเมื่อไรยังถามถึง ฟ้าสว่างกลางถนนนิมมานเหมินทร์ คงได้ยินได้ยลปนน้ำตา
ท้ายบทกลอนโคลงกาพย์ที่ว่านี้ อาจไม่มีฉันทลักษณ์เสนาะหู แต่เกิดจากอารมณ์เปลี่ยวเลี้ยวลดคู ท่านจงดูเถิดคนเขลาเอาแต่ใจ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น