วันอาทิตย์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2554

แดดจางบางละุมุน

เช้าแรกของวันทำงานที่แสงแดดแดงระเรื่อเหนือขอบฟ้าดอยสุเทพโลกเชียงใหม่ ขานรับเสียงชีพจรที่ตื่นจากภวังค์ ระเรื่อตาเบาบางทะแยงลอดเมฆนุ่มๆสอดรับกันด้วยตาเปล่าลอดแว่นกันแดด ช่างดูโดดเดี่ยวแต่มีนัยทางชีวิตและความหวัง  เหม่อมองสุริยาแต่สายตาคู่นั้นยังคงเรียกร้องครวญหา แม้ไม่ได้เอื้อนเอ่ย แต่กลับสะกดทั้งสองแนบชิดเคียงกันในฝันขนานจริง เมื่อไฟโหมพัดระคนปนเหว่ว้า เธอจะมาและเราจะลอยข้ามฟ้า ไปหาหมู่ดาวด้วยกัน ไม่มีบทนิยามสำหรับสองเราที่ผ่านขวากหนามในชีวิตและยังติดเกี่ยวกันต่อไปในเบื้องของตน

พ้นผ่านสัญญาณต่ำเมื่อวันหยุดที่ทุกอย่างดูหยุดนิ่งอยู่กับความคงที่ของสัญญาณฃีพ จากมืดมัวสดใสสลับสับเปลี่ยนแวะเวียนระคนปนเหงาเร้าใจรวนเร ดั่งคลื่นโหมกระหน่ำเป็นระรอกของอารมณ์

ความลุ่มหลงเริ่มก่อตัวแอบซ่อนอยู่ในหลีบของจิต รู้ว่าต่างทำได้แค่อยู่กับความจริงของเรา เพราะเป็นความสุขเดียวในช่วงเวลาตราบาปที่เราต่างสร้างเงื่อนไขร่วมกัน ยังคงไต่ระดับจนถึงจุดยอดแล้วทุกอย่างก็ดำดิ่งเป็นสัจธรรมที่เถรตรง 


ความต้องการด้านต่างๆหมดสิ้น สุดขอบ ไกลหลายปีแสงแต่จิตดวงนี้วนเวียนวกวนอยู่กับชีวิตที่หม่น ที่ยากแท้น้อยนักตระหนักรู้ถึงตัวตน


ชีวิต ความรัก ความหลงใคร่ ความต้องการจากไป เหลือไว้ เพียงกลิ่นจางๆของอณูเล็กๆใต้ผ้าฝ้ายนวมใหญ่ แล้วเธอก็วนกลับมาเป็นพลวัตที่ต่อเติมชีพจรโทรมให้ก้าวเดินต่อไปในโลกที่บิดเบี้ยวท่ามกลางซากปรักหักพังของหัวใจ
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น