วันศุกร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2554

ชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง

ความเลื่อมล้ำทางสังคม(Gap)ระหว่างชนชั้นนำ กับชั้นล่างห่างกันมากแต่มันก็เป็นความสมดุลที่ทุกมุมในสังคมโลกนี้พบเจอการสร้างเงื่อนไขเรียกร้องให้กับตนเองว่าไม่แฟร์ถูกเอาเปรียบจากเบื้องบนหรือเบื้องล่างย่อมไม่เกิดผลดีต่อคนส่วนใหญ่ เพราะแรงกระเพื่อมทางสังคมมันแตกต่างกว่าเก่า  ไม่มีใครนิยามคำว่าไพร่หรืออำมาตย์เพราะเมื่อคุณกระโดดเข้ามาในวงการล่าเนื้อ ไพร่ชั้นสูงหรืออำมาตย์ชั้นต่ำก็ต้องบอบช้ำจากความขัดแย้ง นี่คือสัจธรรม 


คนชั้นกลางถึงล่างอย่างเราๆท่า่นๆคงได้แต่แหงานมองและก้มดูชะตาชีวิตของตัวเองและคนรอบข้างต่อไป


วันนี้มาเต็มด้วย Concept ส.บ.ม. ไม่ใช่สะบึมมาก แต่ สนบ้านเมืองต่างหาก อย่าเครียดนักไม่นานคงยุบสภาฉลองสงกรานต์เพื่อล้มกระดานวางหมากกันใหม่ ไม่มีมิตรและศัตรูถาวรเพราะโลกนี้คือละครไม่เว้นแม้แต่การบ้านการเมือง 


ปล.ผมเป็นคนตาบอดสี ไม่เลือกข้างแต่จริงใจในทรรศนะ พอละไปฟังเพลงคนข้างล่าง( a cover by Jadenathee slum603 @ nimman)ดีกว่าของเค้าดีจริง เหอๆๆ เกี่ยวกะการเมืองมั้ยเนี่ย




วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

เหมือนฝันแต่สวย

วลีที่เนิ่นนานจากหนังรักฟากฝั่งตะวันตกเรื่องหนึ่ง ไม่มีความต่อหมายใดชัดเจนมันมีความเข้าใจตรงตามตัวอักษรา ชีวิตที่พึ่งพาความฝันเกินกึ่งหนึ่งยากต่อการหักห้ามใจเมื่อเผชิญกับสิ่งสวยงามที่ย่างกรายเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว ก่อเกิดอารมณ์มากมายจนไม่สามารถบอกต่อหรือเล่าในสิ่งที่สัมผัสถึง ชั่วชีวิตของคนรายรอบคงเคยพบเจอ ดังกลอนแปดของท่านสุนทรภู่ ที่อุปมาเมรัยกับดวงใจไว้อย่างคล้องจิต


"อันเมาเหล้ายังดีกว่าเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน"


ไม่มีเหตุผลที่จะพร่ำเพ้อแต่มันคือสิ่งที่จริงแท้ว่า่คืนนี้ก็ต้องกลับเข้าสู่วังวนของเงามืดที่คุ้นเคย ล่องลอยสู่ความใคร่หลงใหลในอิสตรี รูปรสกลิ่นเสียงและสัมผัส มาเต็ม ทุกโสตประสาทคงได้ตื่นจากภวังค์อีกครา ไม่เคยนึกแปลกใจว่า สิ่งที่เกิดผ่านมามันคือตัวตนและสิ่งที่เป็นหล่อหลอมให้พบเจอกับความเดียวดายหลีกไกลจากความสัมพันธ์เชิงคู่ คิดอ่านด้วยสัมพันธ์เชิงเดี่ยว สุดท้ายปล่อยไปตามหัวใจโทรมๆก้อนหนึ่ง ที่เต้นรัวทุกครั้งที่เจอกับสิ่งคุ้นชิน

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

มายาคติ (Myth)

โลกแห่งมายาที่ผูกจิตให้เอนเอียงอ่อนโอนไปตามกระแสสังคมภิวัฒน์ที่เชี่ยวกราด ทำให้ผู้คนที่เราพูดคุยมีปฎิสัมพันธ์ส่วนใหญ่หลงลืม จุดออริจิ้น(Origin)ของตัวเองจากที่มามีที่ไปแต่กลับไม่เคยคำนึงหาเรื่องราวระหว่างทาง คิดฝันแต่อนาคตที่อยากใคร่ ไม่ได้ใส่ใจคนรอบข้างเหยียบย้ำหัวหางจมธรณี ถูกกลืนกินด้วยวิถีแห่งซาตานวัตถุ วันที่อะไรๆดูเหมือนคล้ายกันไปซะทุกอย่าง ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆยังมีทางเลือกของแนวคิดที่อนุรักษ์นิยม(Conservative)อยู่มาก แต่ขนาดแรงผลักทางสัมคมแนวดิ่งให้กล้าเผชิญต่อสิ่งลับลวงตาทั้งหลาย ความเข้าใจในระดับต่างกันจนการสื่อสารเริ่มติดขัดและหาความพอดีไม่เห็น สุดท้ายได้แต่เฝ้ามองการเคลื่อนที่ของสรรพสิ่งให้เป็นไปตามเหตุและผลของมัน

ความคิดถึงความคาดหวังก่อเกิดตามมาจากสัมพันธ์สวาท เป็นสิ่งที่ทำร้ายใครมานักต่อนัก แต่ในสภาพและเหตุการณ์ที่เป็นอยู่กลับแตกต่าง ห่างไกลจากที่พบเจอ ลึกซึ้งมากมายความอาทร ปฎิเสธกับร่างกายไม่ได้ถึงสิ่งที่เสพ อ่อนโยนเหมือนผีเสื้อ เร่าร้อนดังไฟมรสุม เหน็บหนาวท่ามกลางการรอคอย เพราะโลกเสมือนที่เราพบกันมันยิ่งกว่าฝันกลางวันแสกๆแต่ มันชัดเจนและจริงจนรู้สึกได้ว่าเนิ่นนานและคงยากที่จะดับไฟที่เราช่วยกันโหมกระหน่ำให้มันลุกโชนส่วางจ้า 

อุปมาไปไกลสิ่งสุดท้ายก็คือไม่มีคำว่าพอ อาจต้องทุกข์ต้องทนทรมาน เพราะเมื่อความจริงค้นหา ผู้ถูกติดตามอย่างเราคงต้องยอมสิโรราบตามสัจธรรม

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

เมื่อความมืดปกคลุม

ความมืดดำแห่งรัตติกาลครอบคลุมเรื่องราวรวดเร็วรุดหน้า ซ้ำเดิมภาพฉายของความขุ่นมัวทางความสัมพันธ์ เมื่อน้ำมันกับกระดังงาไฟที่เร่าร้อนถาโถมเข้าใส่กันสิ่งที่ย่อยยับคือ คือราคะที่ก่อเกิด เหมือนดั่งความฝันที่สุขล้นด้วยตัณหา นั่งเหม่อมองถึงวัฎจักรเดิมที่เริ่มขึ้น


เมื่ออาหารไม่อาจสนองความอิ่มเอมทางกายได้อย่างแท้จริง ต้องลิ้มลองสมสู่สิ่งที่ทำใหอิ่มหนำทางกายาจิต ปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรมแห่งความมืดดำ


คืนดาวฝนโปรย อ่อนระโหยโดยฝน หวังกอดก่ายใครซักคน ให้ผ่านให้พ้นอาดูร
ดั่งมีเมฆใหญ่บดบัง ฟ้าคลั่งน้ำหลั่งลงตลิ่ง หัวใจแนบซบไอดิน แดดิ้นอดสูเดียวดาย
อุบัติพบเจอจันทรา กลางป่าพันธนาการงามยิ่ง ฉุดร่างขึ้นจากพื้นดิน เหม่อมองทุกสิ่งกลับกลาย
แววตาจันทรางามงด ไม่อาจอดห้ามใจได้ไหว จึงได้ทอดตาเอนกาย มอบหมายเผลอใจไปกับจันทร์


นิราศคืนหนึ่งในภวังค์ Jadenathee รศ.2011

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

เหมันต์หลากฤดู

กราวิตรอนที่มีอยู่แต่ในทฤษฎีแต่สัมผัสได้ยากเฉกเช่นโฟตอนในยุคแรกมืดดำด้วยทฤษฎ๊ปีศาจ ไม่มีคำตอบจากเบื้องบนถึงความเป็นในสุญญากาศและบรรยากาศ เหมือนตอนที่ฟ้าครึ้มมืดช่วงเช้าโปรยเม็ดฝนอ่อนท่ามกลางเหมัต์หนาวอุ่น แต่กลับไร้ความสำนึกในความดีและเป็นไปของจริยธรรม ยังคงเดินหน้าสู่เส้นทางสายสีเทาเคียงข้างเงาของสิ่งร้าย ไม่รู้ว่าจะออกจากวังวนนี้ได้เมื่อไรกัน

อักษราที่ขับกล่อมในกมลสันดานเต็มไปด้วยความผูกพันธ์ในภาษาที่คุ้นเคยกับกิจวัตรหน้าจอ วันที่มีแต่สิ่งรกสมองลองตรึกตรองดูถึงวันวานและพรุ่งนี้ แทบหยุดนิ่งแรงบันดาลใจถดถอย ขอเพียงแววตาู่นั้นที่สวยโศกมองมาคงมีเวลาในเย็นย่ำได้สนทนากันถึงความเป็นไปได้

ไร้ทฤษฎี นิยาม และเหตุผลเชิงตรรกะ กับสัมพันธภาพที่ซับซ้อเชิงสังคมและกระโดดออกจากสิ่งที่เป็นพลวัตที่เค้าทำๆกัน ผิดแต่ก็ยอมไม่เป็นไร

สิ่งสุดท้ายในแดดรำไรที่มองไม่เห็น คงว่างเปล่าไปจนถึงกาลเวลาที่แดดส่องสะท้านอีกครั้งจึงจะมีพลังชีวิตที่สมบูรณ์ 

อารมณ์ = อัตตา + X(นารี /ตัณหา)


สมการเชิงเส้นแห่งความทุกข์

พานพบสบตาภาษาร่างกาย

วันที่สายตาเอื้อนเอ่ย แววตาหมองเศร้าแ่ต่เร้าอารมณ์ใคร่ นัยตาคู่นั้นมันเปรียบดังกระดังงาเกรียมไฟแผดเผาลูกตาที่เหม่อมองร้อนวูบวาบ คงเป็นอารมณ์ก่อนกำเนิดเกิดมาของตัณหาราคะหรือสิ่งที่ไม่มีบทนิยาม มากมายพบเจอ แต่กับไม่รู้จุดกึ่งกลางของสิ่งที่พอ หรือ ดี


เพียงฝันที่ล่องลอยก็สะท้านไปทั้งหัวใจ ก่อเกิดตัวอักษรามากความหมาย ลึกซึ้งล้ำเกินเกินกว่าจะพรรณนา พระจันทร์ที่เต็มดวงคงไม่รับรู้ถึงเสี้ยวหนึ่งในอารมณ์


ชายรูปบางกลางลมหนาวกางเกงตัวโปรดเสื้อโทนดำราวกับไว้ทุกข์ให้รัตติกาลที่เยือกเย็น เตร็ดเตร่อยู่ท่ามกลางแสงดาวราวไฟในเมืองใหญ่ มุ่งหน้าสู่วิถีเดิมๆในร้านเหล้าดังกับกลุ่มเกลอสาวที่เข้าใจถึงสถานะและสิ่งที่เป็นอยู่ดีแท้แน่สนิทใจโดยไม่ต้องเอ่ยปาก


คิดถึงแววตาคู่นั้นที่ทำให้ใจสั่นไหวราวกับซดคาเฟอีนสด เวลาในโลกจริงเธอมีพันธะยิ่งใหญ่แต่ในด้านฝันวันมืดเราจะอยู่เคียงคู่ประสานสอดสายตาเกาะเกี่ยวความสัมพันธ์กัน จะรอถึงวันพรุ่งนี้ค่ำคืนที่จะจดจำไปอีกหนึ่งเรื่องราวของความชั่วร้ายในสังคมซับซ้อนซ่อนใจและกายในนิมมาน