วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

cast away

ถึงผมจะเป็นคนมีอดีตแต่ก็ไม่มีอนาคตนะ เหอๆๆ


อนาคตภาพของเราจะเป็นเยี่ยงไร เมื่อมองผ่านป้ายโฆษณา อีก 9 ปีข้างหน้าทำให้อดคิดไม่ได้ว่าวันนั้นเราคงจะเป็นชายกลางคนอายุ 35 ที่ผ่านร่องรอยแยกของเปลือกโลกในอดีต รอยเหี่ยวย่นของความเหงา คงไม่ต่างอะไรจาก 9 ปีที่แล้ว ที่ต้องอยู่กับความมืดด้านความรัก แต่แท้จริงแล้วเราก็ไม่ได้แสวงหาความสัมพันธ์เชิงลึกที่คู่รักหลายหลากในโลกนี้เค้ามีกันไม่ใช่หรือ


มองดูดวงดาวก็ยังเป็นดาวดวงเดิม แต่สิ่งที่แปรเปลี่ยนไปก็คือใจของเราเองทั้งนั้น วันใดที่เศษดาวล่วงหล่นลงผืนดินวันนั้นคงจะเป็นวันที่ปลดเปลื้องทุกอย่าง จะมีใครฉุดมือเอื้อมคว้าดาวร่วมกันก่อนที่มันจะสลายหายไปในคืนอันมืดมิดซักวัน


หรือจะต้องติดเกาะกลางของใจเราเองไปจนวันสุดท้าย

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

ห้วงมหรรณพ

แล้ววังวนของชีวิตก็กลับมาสู่จุดที่เคยยืน ยังไม่รู้ถึงจุดสมดุลของราตรีกับรัตติกาลที่ยาวนานและเหน็บหนาวกว่าคนปกติทั่วไป เช้าที่เปี่ยมไปด้วยความมึนงงใน สาปของน้ำเมาไหนว่าจะไปทำแบบนี้แล้ว มันก็อดคิดถึงห้วงเวลาที่เคยพบพานสะท้อนอารมณ์แนวดิ่ง จึงไม่อาจปฎิเสธความมืดดำในเงาลวงได้


เป็นอย่างนี้อีกต่อไปคงไม่ดีแน่ หาวิธีหยุดสิ่งที่บั่นทอนนี้โดยเร็วไม่เช่นนั้นห้วงเหวแห่งมหรรณพจะย้อนกลับมากลืนกินทุกสิ่งทุกความทรงจำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์หนัก

ได้ยินเรื่องราวของเธอแล้ว อดปลงไม่ได้กับสิ่งที่มันเป็นไปในปริมาณมากของคนส่วนใหญ่ที่ล้วนมีความรักต่างเพศหรือในเพศเฉกเช่นเดียวกัน ความควาดหวัง (Expect) ตัวเดียวที่ทำให้ใจคนเราเข้าเขตแดนแห่งความทุกข์จากสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามกระทำกับอารมณ์และคำพูด


คนรักกันเค้าไม่ทำแบบนี้ มุมมองความรักเปลี่ยนไปขาดหายไปจากเดิมมากมายบอกได้ดีว่ามันชินชากับสิ่งรอบข้างทั้งรักทั้งชัง ทั้งน่าสงสารอีกหลายต่อหลายคนที่ทุ่มเทเพื่อสิ่งที่จับต้องได้ยาก เฮ้อทุกข์จริงๆ


แม้แต่คนที่ผ่านร้อนหนาวกับรักร้อยเรื่องราวก็ยังต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับคนที่เพิ่งพูดปลอบใจไป มันเป็นสัจจธรรมที่ยากต่อการห้ามใจจริงๆ


สู้ต่อไปนะคะกับความรักที่สวยงาม สำหรับผมมันคงเป็นสิ่งสวยงามที่ยากต่อการค้นพบมันอีกครั้ง

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

สนอง need เล็กๆ

วันที่หยุดพักจากเรื่องราววุ่นวาย หาแรงบันดาลใจเล็กๆทำสิ่งที่ชอบมันก็เป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งของคนไม่มีใครอย่างเราโหยหาและปรารถนา

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น ของวิถีทางที่เราฝันใฝ่ ไม่มีใครปฎิเสธแรงขับที่อยู่ภายในได้และมันค่อยๆเคลื่อนตัวจากมุมเงียบของภวังค์ออกมาโลดแล่นให้ใจได้สูบฉีดความสุขด้วยตนเองหวังว่าเธอกำลังคิดเหมือนกัน เช้าแห่งความสุขสุดท้ายก่อนต้องเผชิญโลกหัวกลับทางอารมณ์และความรู้สึก


คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมาแล้วตั้งต้นทำสิ่งใหม่และสิ่งเดิมที่ยังไม่สำเร็จ อย่างน้อยก็มีกำลังใจเล็กๆรอบข้างแม้ความสัมพันธ์มันจะไม่ใช่ในรูปแบบที่เราคุ้นเคยก็ตาม

คงต้องกลับไปทำอะไรหลายๆอย่างในสุดสัปดาห์ ไม่อยากกลับไปสู่วังวนเดิมแต่จะให้ทำเยี่ยงไร เมื่อทุกอย่างมันทำให้เกิดผลลัพธ์แบบนี้ ทำสิ่งที่เจ้าเป็นสุขผลลัพธ์จะทุกข์ขนัดเจ้าจะต้องยอมรับมันเอง

วิถีทาง Fine art

เส้นทางสูงชันของดอยสุเทพแต่หลั่งไหลด้วยผู้คนรถรามากมายจากหลายที่มา แต่ก็ทำให้บรรยากาศที่เดียวดายคึกคักขึ้นมาบ้าง มุมมองที่ต่างออกไปกลับไม่พบเจอสิ่งที่ต้องการเหมือนที่คาดไว้ บ่ายๆเย็นๆยังคงเหมือนเก่า ได้เพียงรูปภาพไม่กี่รูป และความรู้สึกขัดแย้งกับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่คาดหวังสิ่งสวยงามยามบ่ายวันหยุด แต่เรากลับลงมาด้วยกระแสจืดจางเฉยเมยกับสิ่งที่พบเจอ อะไรกันวะเนี่ย

วิถีทางของอาร์ตมันไม่ใช่แค่อยากทำแต่มันต้องมีองค์ประกอบอีกมาก มันไม่ใช่แค่การถ่ายรูปแต่มันบ่งบอกถึงอารมณ์คนถ่ายที่ถ่ายเทความรู้สึกออกมาผ่านสีแสงและมุมมอง 

กลับมาสู่ห้องสี่เหลี่ยมในค่ำคืนดึกสงัดสุดท้ายก่อนที่จะต้องตื่นไปพบกับความจริงในอีก 2 วันกับการทำงานช่วงสุดท้ายของสายนี้ นี่เราจะหันหลังให้กับสิ่งที่ทำมาตลอด5-6ปีเหรอวะเนี่ย มันทุกข์นะถ้าต้องฝืนในสิ่งที่ไม่ใช่นานนับวันยิ่งทุกข์หนัก 

หัวใจไร้รอยทางเหมือนเก่า ไม่อยากปรุงแต่งให้ใครต้องมาเป็นตัวละครแห่งห้วงรักของเราอีกแล้ว อยู่นิ่งๆซักพักกับ โลกของเราที่มันควรต้องเป็นของเรา ทำทุกวันให้ดีเถอะนะ

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

sometimes someday someone

ถ้าคนที่ปรารถนาดี รัก และเข้าใจในตัวตนโดยไม่มีข้อแม้ มันหาง่ายอย่างนั้นคงไม่ต้องมานั่งกินข้าวคนเดียวท่ามกลางผู้คนรายล้อม มากมายผู้คนในวันแรกของศักราชใหม่ มองไปพร้อมกับครุ่นคิดสิ่งต่างๆไปเรื่อย พร้อมกับนมอุ่นขนมปังปิ้งร้านดัง ก็เห็นเพียงผู้คนสมัยนิยมพร้อมพรั่งด้วยหญิงสาวหลายวัยแต่งตัวทันสมัยงดงามแต่มากมายด้วยแนวคิดวัตถุนิยมซ้ายจัด ซึมซับไปสู่คนรอบข้างที่เป็นเด็กเล็ก คนแก่สูงวัย จับจ่ายตามสมัยโดยไม่คำนึงถึงคุณค่าที่แท้จริง แต่ทำไมเรากลับชื่นชอบในบุคลิกดังเช่นเธอเป็นนะ ทั้งที่เกลียดสิ่งที่อยู่ตามเปลือกของเธออย่างเข้าเส้น


คงต้องรอให้โลกหมุนรอบจักรวาลหัวกลับถึงจะหยุดสงครามเศรษฐกิจและวัตถุนิยมจ๋าลงได้


สุดท้ายก็ต้องกินข้าวคนเดียวบนถนนที่คึกคักเส้นหนึ่งในโลกเชียงใหม่ต่อไป


I'm still lonely on the nimman road every day.

ผมจะไม่ลืมยายยิ้ม เย้ยยาก

ได้อ่านสกู๊ป สั้นๆแต่มีนัยทางสัมคมและชีวิตอย่างเอนกอนันต์อดไม่ได้ที่จะต้องนำแนวคิดนี้มาบันทึกลงในจอสี่เหลี่ยมผ่านเครือข่ายหวังว่าสักวันที่มีผู้อ่านมันจะส่งต่อแนวคิดพื้นๆบนรากหญ้าแต่ยิ่งใหญ่กว่าปัจเจกชนในระดับสูงที่แก่งแย่งชิงดี ปีใหม่นี้ถ้าลดวางปล่อยสิ่งต่างๆ ไ้ด้มากขึ้นเราก็จะสุขมากขึ้น ผมขออนุญาตนะครับยาย

ยายยิ้ม มีแค่ "ใจ กับ จอบ" 
"รักในหลวง พระราชินี ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินท่านยังทำ ยายอยากทำได้แบบที่เขาแนะ ท่านไม่เห็น ผีสางเทวดาต้องเห็น ว่ายายทำจริงด้วยความจริงใจ"
"ทำฝาย หากเกินกำลังมันเกินอยู่แล้ว ถ้าไม่มีความพยายามทำไม่ได้หรอก"
"ถ้าวันนี้เราเหนื่อย กำลังหมด พรุ่งนี้แรงมันก็มีมาเองใหม่"

"เดินไปวัดไกลๆ ไม่ท้อหรอก เหนื่อยก็หยุด อยากไปเจอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เห็นแล้วชื่นใจ สุขใจ  ใครจะว่านรก นี่คือสวรรค์ของยาย ทางสวรรค์มันรก ทางนรกมันเรียบ ไปนรกมันง่ายกว่าสวรรค์"

คุณ ยายยิ้ม จันทร์พร หรือ ยายยิ้ม เย้ยยาก หญิงชราวัย 83 ปี  ชาวจังหวัดพิษณุโลก  ที่เลือกจะอาศัยอยู่กลางป่าลึกตัวคนเดียว  ไร้ระบบสาธารณูปโภคใดๆ มากกว่าแสวงหาความสุขสบายยามบั้นปลายชีวิตในสังคมเมืองกับบ้านหลังโต รถคันงาม  แวดล้อมไปด้วยลูกหลาน เงินทอง  มานานกว่า 20 ปี  ทั้งๆ ที่ไม่ได้ถูกคนในครอบครัวทอดทิ้ง  และยายยิ้มก็ไม่ใช่พวกปฏิเสธสังคม แต่เธอเลือกที่จะ"พึ่งตัวเอง" มากกว่า "ขอความช่วยเหลือ" จากใคร (บุคคลผู้ทรงอิทธิพลด้านสังคม 2553)