วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554

กวีกวาด (Poet)

ทฤษฎีสัมพันธภาพของใจไฉนละเลยความดิบเถื่อนของปัจเจกชน เคล้าปนหนหลังในอดีตร้าวราน หรือเพื่อก่อผสานสิ่งลวงตา ชักพาใหเคลิ้มหลง ปลดปลงเสพสมแล้วจากลา

เมื่อครั้งยังเป็นเล็กเด็กน้อย ค่าด้อยปัญญาน้อยค่อยศึกษา แต่เมื่อเติบใหญ่กลับโง่เขลาเบาปัญญา สิ่งที่ว่าไม่ใช่ปัญญาในด้านการเรียน แต่หากเป็นคนเขลาในด้านจิต เพราะชีวิตคิดหนักสั้นยาวไม่ว่างเว้น ปลงไม่ปล่อย ค่อยๆปลงแต่ลงไม่เป็น ยังคั่งค้างดังเช่นในอารมณ์ 

ดั่งสุมทุมพุ่มไม้หนาแน่นอก ไร้เงาปกคลุมกายให้คลายเหงา วันทั้งวันผ่านไปยังไร้เงา ผู้เคียงเข้าใจหัวอกคนตกตรม

สามวันดีสี่วันไข้ได้อารมณ์ ออกไปชมเรือนร่างกลางเมืองใหญ่ ทั้งที่มีผู้คนมากมายแต่เหงาใจ นี่กระไรคนเขลาที่เราเปรย

มีสิ่งดีเข้ามาเห็นเป็นกงจักร ต้องช้ำหนักรักคุดสุดโหยหา ร่างกายนั้นเดินไม่ตรงคงทุกครา เพราะฤทธิ์ทราเมรัยใจอับปาง


วันที่ผ่านพ้นทุกข์สุขนั้นไซร้ จะได้สัมผัสเมื่อไรยังถามถึง ฟ้าสว่างกลางถนนนิมมานเหมินทร์ คงได้ยินได้ยลปนน้ำตา


ท้ายบทกลอนโคลงกาพย์ที่ว่านี้ อาจไม่มีฉันทลักษณ์เสนาะหู แต่เกิดจากอารมณ์เปลี่ยวเลี้ยวลดคู ท่านจงดูเถิดคนเขลาเอาแต่ใจ

พลวัตหมุนเวียน

ได้ยินเรื่องราวของใครหลายคน จากบนถนนที่ล้วนลวงหลอก และอีกหนึ่งคนในร้านกาแฟดอยหนึ่งในเชียงราย ใจกลางนิมมานกับความสัมพันธ์ที่ไร้ความคาดหวังแต่ลึกซึ้งในแววตา มันเป็นอีกหนึ่งความสัมพันธ์ที่เข้ามาและคิดว่าคงจะจากไปในเวลาอันใกล้ ฟังเรื่องราวชีวิตหมุนเวียน พ้นผ่าน พร่ำบอกถึงการเสียดายเวลาที่มีค่าผ่านมาแล้วเล่าแต่เข้าใจ 


ไม่รู้สึกแปลกซักนิดเพราะมันมากมายหลายมิติที่เวียนวนเข้าใจแล้วเข้าใจซ้ำกับความเบื่อหน่ายของสิ่งเดิม แต่เธอก็เป็นอีกหนึ่งชีวิตที่มีรูปแบบ สดใสในวัยที่สมควรแก่ครอบครัวและชีวิตแม่ของลูก อย่างน้อยแววตาของเธอก็งดงามแฝงสิ่งเศร้าเล้นหลบ เฉกเช่นแววตาของเรา เมื่อเราสบตากันมันมีบางอย่างบอกเล่าว่าในเร็ววันมันจะหนักข้อขึ้่น และไปกันใหญ่


มื้อเย็นที่หลีกหนีจากกลุ่มเพื่อน คนเดียวกับมื้อเดิมๆ ร้านเก่าๆริมถนนนิมมานเหมินทร์ กลับมาอยู่กับตัวเองพร้อมที่จะต่อสู้กับระบบในองค์กรที่จำเจ รอคอยเวลา วารีที่จะเข้ามาเปลี่ยนสิ่งเก่าๆ


มอคค่าที่หวานหยาดเยิ้มด้วยแววตาของเธอ

วันเสาร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2554

ท่ามกลางเดือนมืดยังมีจันทรากรงทองส่องไสว

ความสัมพันธ์มากมายผ่านเข้ามาแต่ไม่วายพบเจอกับสิ่งเก่าๆที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ และจับจองแต่ก็ก่อเกิดการเริ่มต้น เมื่อหมางเมินต่อครรลองที่ดีงามก็จะสนอะไรสะแหยะยิ้มให้กับสิ่งที่จะเกิดต่อไป ไฟกับน้ำมันใกล้กันมันก็ชิบหาย ความร้อนแรงเร่งรักเมื่อเธอออกจากกรงทองคงเมื่อนั้นความฝันเราจะสานต่อ

คืนเหงาและขาดเงาของคนเก่าที่ผ่านเข้ามา ยังคงเดินทีละก้าวไปยังอโคจรสถานที่เปี่ยมไปด้วย ญ ชาย ทุนนิยมรัดตื้วทั้งตัวและรสนิยม แทรกตัวอยู่กลางเสียงดนตรีและผู้คน เจอะเจอผู้คน ดารา หลากหลายความสวยงามเปรียบดังอยู่เบื้องหน้าตู้ปลาสวยงามขนาดใหญ่ ที่ดูสวยงามแต่จับต้องได้ยาก


หยุดความหมางเมินที่ขัดแย้งกับสิ่งที่อยากดอมดมได้เราคงมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ อีกสัปดาห์ที่ว่างเปล่าไม่คุ้มค่าไม่เต็มหน่วยที่คิดไว้ความเต็มเม็ดมันก็ไม่บังเกิด ไร้มิตรภาพที่เที่ยงแท้ ไม่มีมิตรภาพก็ไม่มีใครนัดหมายเรามา...

คนชายขอบ

น้อยคนที่จะมองเห็นส่วนใหญ่ของพระจันทร์ยิ้ม มันช่างแสนจะดูมืดดำ แตกต่างจากส่วนสว่างอย่างสิ้นเชิง ชายขอบล่างของสังคมกระแสหลักยังมีมุมเหงาของเงาชายที่ไร้วี่แววของแสงสว่าง อีกคืนที่ใจสั่นเพราะฤทธิ์เดชของเมล็ดกาแฟสด หรือจะต้องงดคาเฟอีนไปชั่วชีวิน 


ยังคงเดินทางตามรอยดาวแสงจ้าของคืน เดือนหม่น ตามมาไกลเหนื่อยล้าแต่ไม่ย่อท้อต่อรอยทางที่แตกระแหง มื้อเที่ยงแรกกับมารดาในปีกระต่ายยังรู้ว่ามีคนหนึ่งที่หวังดีเสมอกับเราก็ คือ ญ ผมผสมสีวัยห้าสิบกลาง รักแม่นะครับ สิ่งที่ไม่เคยบอกเป็นรูปธรรม แต่ในใจรู้สึกเสมอ เมื่อแม่คิดถึงลูกชายให้มองเด็กน้อยเตะบอล ภาพทรงจำที่แม่คงคุ้นเคย


ไม่รู้ค่ำคืนนี้จะมีโลกียะสุขแบบคาว หรือหวาน ขอเสพสุขตามประสาคนขอบล่างของสังคมนิมมาน ว่ากันว่าเป็นจุดที่สังคมทุนนิยมฟูเฟื่องที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย แต่ไหงกลับไม่สะทกสะท้านกับกระแสดังกล่าว


ผมเป็นทหารเรือกินเนื้อไม่กินน้ำ ผมเป็นทหารยามกินน้ำไม่กินเนื้อ ...แต่ผมจะกินทั้งสองอย่าง เพราะเป็นแค่คนธรรมดา 555

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554

โหยหา

บางมุมที่มีความอบอุ่น ร้านเหล้าเล็กๆที่มีมากมายกว่าบรรยากาศ อันวิจิตรของศิลปะ ดนตรี กวี มันมีมิตรภาพ เล่าขาน สิ่งโน้มเอียงและเข้มข้นด้วย ภายใน 

บางผู้ปรารถนาลายเพลงแคนอันแสนไพเราะ ย่อมสัมผัสได้ ณ ร้านแห่งนี้ บางคนต้องการพบเนื้อคู่บุพเพสันนิวาส อาจพบเจอได้ ณ สุนทรีย์สถานแห่งนี้

แต่ข้าพเจ้าโหยหาทั้งท่วงทำนอง ดนตรี และคนรัก


สุดสะแนน 12 ปี

และวันที่จะต้องจากลานิมมาน Road ไป28 hour เพื่อสิ่งโสมมและสิ่งเก่าๆจะกลับมาพร้อมพรั่งในวันที่ฟ้าสีเทา



โลกเสมือน (Simulation)

โลกเสมือนหัวกลับที่พบเจอเมื่อวานเกือบเป็นโศกนาฎกรรมรักร่วมเพศที่อันตรายต่อทวารหนักเหลือคณานับ โชคดีที่ยังมีสติเอาตัวรอดจากวิกฤตความบ้าคลั่งของเกย์ย้อมเมาที่ทำเราเกือบแย่ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่สังคมมันแปรเปลี่ยนคนใกล้ที่เคยไว้ใจปรับเปลี่ยนรสนิยมกันง่ายๆดื้อๆกันอย่างนี้ๆ 


สุดสัปดาห์ที่ต้องกลับไปทำสิ่งที่มืดดำโลกแห่งความสุขแบบผิดๆกลับมาอีกครั้งแต่มันก็เป็นแรงปรารถนาที่ขับเคลื่อนของคนทั้งสองต่อสู้เย้ยหยันกับบาปกรรมที่ครุกรุ่นในทุกเรือนร่า่งเสพสมกลอุบายหลากหลายเล่ห์ ก็เป็นเช่นนั้นเอง ตัณหาแห่งโลกเสมือนที่เป็นจริงในช่วงเวลาหนึ่ง


ถ้าวันนี้ไม่มีแสงดาวนำทาง ก็ไม่อาจคลำทางจากสิ่งมืดดำในใจไปหารอยทางเสพสุขตามวิถีได้ เมื่อไรที่ฟ้าเป็นสีเทาเราคงกลับมาสู่หนทาง ของคนดีอีกครั้ง แต่ตอนนี้มีแต่ ดำและขาวโรยทางสองฟากฝั่ง แปดเปื้อนด้วยโลกียะ ไร้ซึ่งธรรมะข่มใจ แปลกไปนะเราที่เฝ้าทำผิด แต่เมื่อพินิจกลับพบว่า เสพติดมันเข้าไปแล้ว


ไม่รู้จะหนีกงกรรมกงเกวียนนี้ไปได้เมื่อไรกัน 

ฝนโบกขรพัตรจงชะโลมลงดินชะล้างสาปส่งความชั่วนี้ออกไปจากตัวข้าทีเถิด

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

ลัทธิอารมณ์นิยม

แทรกตัวอยู่ในห้วงอารมณ์ที่จำกัดจำเขี่ยของมุมที่หักเห วนมาพบเจอทุกคราวที่รู้สึก


ถามไถ่ถึงอนาคตไม่มี ปัจจุบันแค่ต่อสู้กับความคิดของตัวเองก็แทบแย่ อดีตที่ผ่านมาเหมือนฟ้าสั่ง
มีเพียงลมหายใจรวยรินของความหวังที่จะต่อเติมสิ่งเล็กน้อย ไร้หมดสิ้นกำลังใจ ว่างเปล่า โดดเดี่ยวสูงชัน เยือกเย็น อารมณ์เข้าครอบงำจนถึงขีดจำกัดบนที่สูงเกินค่าแห่งความเป็นจริง กลับไปสู่สิ่งมืดดำที่ซ่อนตัวอยู่ในกมล คงยากที่จะออกจากจุดที่เคยยืน

 เมื่อจะสร้างลัทธิใหม่ต้องปราบแม่มดให้หมดสิ้นก่อน   ไม่มีความแปลกใหม่ในนิยาม


วันที่ต้องอยู่ห่างไกลจากความจริงเข้าไปอีกก้าว การหลับที่ต้องตื่นในทุกสองชั่วโมงมันเหมือนสมองเหนื่อยล้าครุ่นคิดสะดุ้งตื่นเพื่อทำสิ่งเก่าๆ มันทำไมต้องเกิดกับเรา