ตั้งแต่เกิด ลืมตาดูโลกมนุษย์เราล้วนเคยสัมผัสเปลี่ยนผ่านถูกส่งต่อสัญชาตญาณความสลับซับซ้อนทางพันธุกรรมที่เหนือสัตว์เดรัดฉาน ให้มีความรู้สึกนึกคิดเพื่อคุ้มครองป้องกัน ปรารถนาดีต่อสิ่งที่หวงแหน สิ่งที่เป็นของๆของตัวเอง ละเอียดอ่อนหยาบกระด้างตามแต่การเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อมที่เผชิญตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์จนมาถึงปัจจุบันที่ คำว่าความรัก ก็ไม่ได้มีความหมายโดยนัยลดน้อยถอยลงมันยังคงเป็น Symbolic เป็นสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์นามธรรมย่ำอยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยคือการนำจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ความรู้สึกนึกคิด การรับรู้ส่วนตัวการปรุงแต่งเข้าไปสวมใส่ให้คำว่ารักของแต่ละคนแต่ละยุคสมัยแปรเปลี่ยนเพี้ยนไป บ้างก็ว่าเป็นสิ่งสวยงาม บ้างว่าเป็นนิจนิรันดร์ บ้างว่าเป็นยาขม เป็นทุกข์อีกรูปแบบหนึ่ง แล้วแต่จะนิยามกันไปต่างๆนานา แต่เท่าที่ครึ่งชีวิตนี้นำพาให้พบเจอกับความรักจริงบ้างปลอมบ้าง บางครั้งก็เหมือนของก๊อปเกรดเอ ที่ดูเสมือน แต่ก็เป็นสิ่งที่ประโลมโลกมนุษย์ให้ขับเคลื่อน สรรสร้างสิ่งต่างๆขึ้นมาได้ก็เพราะเจ้าความรักนี่แหละคือตัวการ รักในจินตนาการ รักที่จะให้เกิดความสบาย พ้นทุกข์โดยเร็ว เราจึงมีสิ่งที่ต่อยอดทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ลำบากมากนักหากเปรียบกับยุคหิน ความรักกับรอยเท้ามนุษย์เดินสูสีเหยียบย่ำกันมาตลอดระยะเวลาหลายชั่วอายุคน แต่คนเราอายุเฉลี่ยไม่ถึงร้อยปีก็ย่อมมีช่วงเวลาความรักหลากหลายคละแบบทั้งวัยหนุ่มสาว รักในครอบครัว รักคู่ชีวิต ญาติสนิทมิตรสหาย จนถึงบรรพบุรุษที่มอดม้วยสิ้นชื่อกันไปเป็นวัฎจักร สุดท้ายความรักก็จะ ส่งผ่านเปลี่ยนมือ ตกค้างเป็นตะกอนให้แก่รุ่นลูกหลานได้นำพาเศษความรักที่หลงเหลือสืบต่อไปในนิยามที่แต่ละคนนึกคิดแตกหน่อหยั่งรากลึกลงไปอีกนานแสนนาน จนกว่าโลกนี้จะดับสูญ
"ความรักไม่เคยทำให้ใครเป็นทุกข์ หากแต่การไม่เข้าใจธรรมชาติของความรักต่างหากที่ทำให้มนุษย์รู้สึกเป็นทุกข์ทุกครั้งที่มันเข้ามาทักทาย"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น