หลังจากผมเรียนจบในเดือน มีนาคม ปี 49 ผมก็คิดอะไรไม่ออกไม่ได้มีแผนอะไรเลยแต่ได้
เกริ่นกับแม่ไว้บ้างแล้วว่าจะมาอยู่ด้วยแต่ใจจริงก็อยากไปทำงานที่ กทม. กับเพื่อนๆโดยได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์งานที่บริษัท มินิแบร์ ในตำแหน่งนักวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งมีรุ่นพี่ที่จบสถิติทำงานอยู่ แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้ไปทำงานที่บริษัทนี้เพราะเหตุปัจจัยทางด้านครอบครัวก็คือที่เชียงราย ตาป่วยหนักแม่ก็ดูแลไม่ไหวอยากให้ผมมาอยู่ด้วยกันปรากฏว่าผมก็ไปโรงเรียนกับแม่ที่ อำเภอเวียงชัยอยู่ 2 อาทิตย์ด้วยความบังเอิญผมเล่นอินเทอร์เน็ต ก็ไปเห็นที่โรงเรียนวิรุณบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีเชียงรายรับสมัครครูสอนคณิตศาสตร์ในตอนนั้นผมไม่มีความคิดอยู่ในหัวเลยว่าจะมาเป็นครูสอนหนังสือเพราะเห็นแม่เป็นครูไปโรงเรียนกับแม่ตั้งแต่เล็กจนโตรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่เหนื่อยและต้องเสียสละทุ่มเทอย่างมาก แต่แม่ก็ลองให้ไปสมัครดูเพราะอยู่เฉยๆเดี๋ยวจะลืมเรื่องที่เรียนมา จากนั้นวันรุ่งขึ้นผมจึงไปสมัครเค้ารับคนเดียวจากครูคณิตศาสตร์ 10 คน ผมก็สอบไปงั้นๆอาทิตย์ต่อมาก็ประกาศผลว่ารับผมผมจึงได้เริ่มงานในเดือนเมษาทันที เรียกได้ว่าจบมาไม่ถึงเดือนก็ได้ทำงานเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์และสถิติ อยู่ที่นี่ผมได้เรียนรู้การทำงานในสถานศึกษาในรูปแบบอาชีวะเอกชน ที่ผู้บริหารมีแนวคิดต่างออกไป ได้เรียนรู้งาน เพื่อนร่วมงานที่หลากหลายประสบการณ์การทำงานจริง การถ่ายทอดความรู้ให้เด็กนักเรียนนักศึกษาแรกๆก็อาศัยครูพักลักจำเอา แต่ระยะหลังก็เริ่มเรียนรู้จากการถามครูที่อยู่เดิมและกลับมาถามแม่บ้างแต่ก็มีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับวิชาชีพครูแม่จึงแนะนำให้ไปเรียนวิชาชีพครูเพิ่มที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงรายในวันเสาร์และอาทิตย์ใช้เวลา 1 ปีก็เรียนจบได้ใบประกอบวิชาชีพครู ได้เรียนรู้หลักการจรรยาบรรณของความเป็นครูที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ทำให้มีจิตใจที่กว้างและเสียสละมากขึ้นใช้วิชาความรู้ที่ได้เรียนมามาปรับใช้ในการสอนทุกๆสัปดาห์เพราะเรียนวันหยุดพอวันสอนก็แอบเอาเทคนิคจากอาจารย์ที่สอนไปใช้กับนักเรียนที่โรงเรียน ได้เปิดโลกแห่งความเป็นครูเพราะได้รู้จักกับคนที่มีอาชีพเดียวกันมาเรียนในชั้นเดียวกันมีกิจกรรมร่วมกันมากมายจนมีเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่ออกแนวสูงวัยเล็กน้อยถึงปานกลางทำให้ผมเริ่มรู้จักครูทั้งในเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียงก็นับเป็นประสบการณ์ที่ดีและมีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพครูมากขึ้น จนผมเรียนจบวิชาชีพครูก็รู้สึกว่าอยากเรียนต่อเพราะเพื่อนๆหลายคนในเอกก็ไปเรียนต่อสถิติประยุกต์บ้าง ไอทีบ้าง จึงปรึกษาแม่และพี่สาวว่าอยากเรียนต่อพอจะไหวรึเปล่า พอดีช่วงก่อนหน้านี้พี่สาวก็แต่งงานและย้ายไปเรียนและทำงานอยู่ที่ต่างประเทศก็พอจะส่งผมเรียนต่อไหวผมจึงมองหาที่เรียนผมจึงเริ่มดูแนวที่ใกล้กับผมที่สุดก่อนคือสถิติประยุกต์ที่ ม.ช. ปรากฏว่าเปิดแต่ภาคปกติ นั่นหมายถึงผมต้องลาออกเพื่อไปเรียนต่อทั้งที่ทำงานได้ปีเดียวก็เสียดายงานและประสบการณ์และอีกประเด็นเพื่อนบอกว่ามันค่อนข้างยากเพราะผมก็ไม่แม่นเรื่องสถิติเท่าไหร่ถ้าเปรียบเทียบกับเพื่อนๆที่กำลังเรียนอยู่ที่ ม.ช.จึงหันมาดูที่เป็นภาคพิเศษเรียนวันเสาร์และอาทิตย์ก็มีที่ ม.น.พะเยาเป็นเอกไอทีสารสนเทศแต่พอเข้าไปดูหลักสูตรมีแต่การเขียนโปรแกรมเป็นพื้นฐานซึ่งผมก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากับการเขียนโปรแกรมมาตลอดเพราะผมจะถนัดเป็น User ที่ดีมากกว่าจึงมามองที่มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงรายเพราะใกล้บ้านและติดใจในบรรยากาศตั้งแต่เรียนวิชาชีพครูจึงดูว่าพอมีคณะไรเอกอะไรบ้างที่ตรงและใกล้เคียงกับหัวสมองอันน้อยนิดของผมปรากฏว่าก็มาลงเอยที่คณะครุศาสตร์สาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษาเพราะผมได้กลิ่นอายของสถิติโชยมาผมจึงเลือกเรียนและก็ไม่ผิดหวังผมได้รับความรู้ประสบการณ์ที่ดีได้รู้จักข้าราชการครูจากหลายแหล่งหลายพื้นที่บางท่านก็เป็นรุ่นพี่เพื่อนแม่บ้างเป็นระดับผู้บริหารบ้าง การเรียนก็เป็นวิชาที่ผมเคยเรียนมาบ้างในสมัยป.ตรีจึงไม่ต้องปรับตัวมากเท่าไรจึงรู้สึกมีความสุขตลอดในการมาเรียนวันเสาร์และอาทิตย์ ในช่วงนี้เองผมก็ได้พบกับรักครั้งล่าสุดหลังจากที่ทำตัวเพลย์บอยเสเพลมาระยะหนึ่ง เธอเป็นคนที่มีจิตใจดี คุยกันรู้เรื่องแบบว่าโตๆกันแล้วจึงเข้าใจอะไรๆกันได้รวดเร็ว แล้วก็คุยกันแบบเปิดเผยทำให้เรารู้สึกดีต่อกันสนิทใจเราจึงคบกันมาเรื่อยๆจนเข้าสู่ปีที่สองแล้วแต่นานๆเราจะเจอกันเพราเธอทำงานอยู่ที่ กทม เราจึงเจอกันเดือนละครั้งสองครั้ง ระหว่างทางที่ไกลกันก็มีเรื่องที่มาทดสอบเราตลอดเวลานั่นก็หมายถึงเรื่องผู้หญิงนั่นเองที่เข้ามาทดสอบผมจนเรามีปัญหากันหลายครั้งจนครั้งล่าสุดที่ร้ายแรงที่สุดเพราะมันเกิดขึ้นตอนที่ผมบวชพอดีซึ่งเกือบจะทำให้เราต้องเลิกกันเพราะความไม่รู้จักพอของผมเอง แต่เธอก็ให้อภัยผม หลังจากนั้นมาผมก็รู้สึกว่าทำผิดกับคนที่เรารักและรักเรามากจึงไม่อยากทำให้เราต้องมีปัญหากันอีกจึงลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยงทั้งหลายตั้งใจเรียนตั้งใจทำงาน ให้ดีที่สุดต่างคนต่างทำหน้าที่กันไปไม่ได้คาดหวังว่าเราต้องมาอยู่ด้วยกันในระยะเวลาอันใกล้เพราะผมก็ยังต้องมีอะไรที่อยากทำอีกมากอยากจะเรียนต่อถ้ามีโอกาสตอนนี้ผมก็ทำงานและเรียนในปัจจุบันให้ดีที่สุดส่วนเรื่องอนาคตก็เริ่มคิดไว้บ้างแต่ก็ไม่จำเป็นต้องตายตัวผมอยากไปเรียนต่อในมหาวิยาลัยเชียงใหม่ในสาขาวิจัยการศึกษา แต่ก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องยากมากเพราะผมจะต้องทุ่มเทอ่านหนังสือสอบทำวิทยานิพนธ์และเกรดให้ดีเพื่อโอกาสในการเรียนต่อแต่ผมก็โชคดีกว่าหลายๆคนที่ไม่ได้มีพันธะอะไรในเรื่องครอบครัว เรื่องหนี้สิน หรือเรื่องที่ต้องรับผิดชอบอะไร และยังมีแม่และพี่สาวหนุนหลังอยู่ ผมจึงน่าจะมีโอกาสในการเรียนต่อให้สูงที่สุดอย่างที่ตั้งใจไว้ ส่วนการทำงานที่วีแบคก็เข้าสู่ปีที่4 ซึ่ง ก็เริ่มอิ่มตัวเพราะต้องยอมรับว่าที่แห่งนี้เป็นที่ที่เป็นเพียงแหล่งพักพิงเติมเต็มประสบการณ์แต่ไม่ใช่ที่ที่จะหาความก้าวหน้าที่ยั่งยืน เพราะทุกๆเทอมจะมีครูเก่าลาออกและครูใหม่เข้ามาหมุนเวียนอยู่ในที่แห่งนี้ปีแล้วปีเล่ารุ่นแล้วรุ่นเล่า ผมก็คงเป็นอีกคนที่จะเริ่มนับถอยหลังถึงวันลาจาก เพื่อไปหาสิ่งที่ท้าทายและตามความฝันของตัวเอง ชีวิตผมค่อนข้างผ่านอะไรๆมาเยอะเรียกว่า “เจ็บมาเย๊อะ” เหมือนที่สมจิตร จงจอหอบอกไว้จึงมีความคิดความอ่านที่ค่อนข้างชัดเจน มองอะไรๆขาดและมักพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ได้เปรียบก่อนใครๆเสมอแต่ก็ไม่ได้ออกแนวเห็นแก่ตัวเพราะผมรู้ดีว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นเช่นนั้นเอง ยิ่งเอาตัวเข้าไปผูกติดกับปัญหาไม่ลดราวาศอกก็มีแต่จะบั่นทอนชีวิตที่สวยงาม การมาเรียนปริญญาโทนอกจากจะได้ความรู้ได้ยกระดับตัวเองแล้วผมยังได้แนวคิดในการใช้ชีวิตอีกมากมายจากการเรียนการร่วมกิจกรรมต่างๆของสาขา ทำให้มองอะไรๆกว้างขึ้น รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว เติมเต็มในสิ่งที่ขาดอย่างมีสติ รู้จักรักในสิ่งรอบรอบตัว ใช้ชีวิตอย่างกว้างขวางมากกว่าจะใช้ชีวิตแบบเชิงลึก เพราะจะทำให้เราได้ประสบการณ์ดีผ่านเข้ามาทุกวินาทีที่เราหายใจ สิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคือสิ่งที่ทำให้เราเข้มแข็งไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือร้าย เพราะฉะนั้นอย่าลืมสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นอยู่แบบทุกวันนี้ ถึงตรงนี้ทำให้ผมนึกถึงเนื้อเพลงของวง Slot machine ชื่อเพลงผ่าน ซึ่งมีเนื้อหาที่ดีสอนสิ่งต่างๆให้ผมมากมาย โดยเนื้อหาเพลงมีดังนี้
ไม่ว่าเจอสิ่งใด เนิ่นนานไปก็แปรเปลี่ยน สักวันเคยวิ่งตามความฝัน แต่บางครั้งก็ต้องหยุด แค่นั้นเมื่อก่อนเคยรัก เคยผูกพันแต่มาวันนี้มันเป็นเพียง คนเคยได้รู้จักกัน
วันนี้มีสุขใจ แต่ต่อไปสักวันคงวุ่นวายหากความทุกข์ทนจางหาย อาจมองเห็นความสุข อีกครั้ง
จึงทำให้ฉัน ได้เข้าใจ ทุกสิ่งเปลี่ยนผันสักเท่าไรฉันจะก้าวเดินต่อไป
อย่าลืมเรื่องราวที่ผ่านที่เคยได้เจ็บช้ำยังมีเรื่องราวที่ดีที่เคยได้จดจำเก็บคืนและวันที่ผ่านที่เคยได้ปวดร้าว ยังมีเรื่องราวที่ดีที่รอให้จดจำ
ถึงตอนนี้ชีวิตผมก็เหมือนกับเรือลำเล็กๆที่ล่องลอยอยู่ในท้องทะเลกว้างใหญ่ มีเพียงผมอยู่ท่ามกลางทะเลนั่นเพียงลำพังก็หมายถึงผมอยู่ระหว่างสิ่งต่างๆทั้งครอบครัวของพ่อ ครอบครัวของแม่ (แม่ผมแต่งงานใหม่ได้4 ปี) และครอบครัวของพี่สาว ผมจึงเรียนรู้สิ่งต่างๆตามสัญชาตญาณของตนเอง ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นแบบที่คิดไว้หรือไม่ผมก็อยากจะทำให้ตัวเองพร้อมที่สุดทั้งด้านชีวิต การศึกษา แนวคิด เศรษฐานะ เพื่อใครซักคนที่จะมาเติมเต็มชีวิตที่แตกหักผุพังของผมให้สมบูรณ์ในมิติหลายๆด้าน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะใช่คนๆนี้รึเปล่า ผมคิดว่าสิ่งที่ผมเป็นอยู่ทุกวันนี้มันดีในระดับนึงแต่ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรมาเปลี่ยนแปลงชีวิตผมอีกรึเปล่า การเข้าใจชีวิตของผมอาจจะอยู่ในระดับดีแต่สิ่งที่มาท้าทายก็คือ สภาพแวดล้อมผู้คน สิ่งที่ไร้เหตุผลนั่นคืออารมณ์ จะทำให้ชีวิตผมอาจต้องสะดุดหกล้มอีกหลายครั้ง แต่นั้นผมก็พร้อมที่จะเผชิญ และเฝ้ารอมันอย่างไม่ประมาท ท้ายสุดก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุและผล ต้องยอมรับความแตกต่างทั้งภายในและภายนอก เพราะทุกๆคนก็มีเหตุผลของตนเอง และมักจะหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนตนเองอยู่เสมอ เราจึงต้องคอยเตือนจิตใจตนเองไม่ให้หลงในวัฎจักรแห่งความเสื่อมเพื่อไปอยู่ในจุดที่เรียกว่าความสุข ก็คงต้องเฝ้าดูมันต่อไป เพราะผมก็เพิ่งอยู่ในวัยเบญจเพสคงต้องได้รับการทดสอบจิตใจอีกมากจากโลกใบนี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น