วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เด็กชายกระจกเงา ตอนที่1


ผมเกิดมาในครอบครัวข้าราชการที่ฐานะปานกลาง  พ่อเป็นตำรวจ ตชด. ชั้นประทวนธรรมดา แม่เป็นครูบ้านนอก มีพี่สาวและน้องชายคนละแม่อีกหนึ่งคน (คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณความเจ้าชู้ของพ่อผม) คนภายนอกมองดูแล้วเหมือนครอบครัวผมจะไม่ค่อยมีอะไรมากมายราบเรียบ ดูดี แต่แท้ที่จริงแล้ว ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างมีปัญหามาก เริ่มจากการที่พ่อเป็นตำรวจ อย่างที่เค้าว่า จริงๆ รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ เจ้าชู้ทุกรายและพ่อผมก็ไม่ทำให้เสียสุภาษิต เจ้าชู้เข้าขั้นเทพ มีภรรยาแทบทุกจังหวัด ย้ายไปราชการที่ไหนเป็นมีเรื่อง จึงทำให้แม่ทนไม่ไหว ขอหย่ากับพ่อตั้งแต่ผมอายุได้ 6 ขวบผมยังจำได้อยู่ประมาณ ป.1 แม่วิ่งเอามีดไล่ฟันพ่อรอบบ้าน ผมกับพี่สาวก็ได้แต่ร้องไห้ นั่งกินข้าวเหนียวหมูปิ้งทั้งน้ำตา นั่นเป็นความทรงจำที่ไม่น่าจดจำในวัยเด็ก ตั้งแต่นั้นมาผมและพี่สาวก็ถูกผลักไสไล่ส่งด้วยความรักจากพ่อและแม่ ให้ไปอยู่กับคนนั้นที คนนี้ที หลายโรงเรียน หลายจังหวัด ตั้งแต่ ตาก ยัน พิษณุโลก ตั้งแต่โรงเรียนวัดยันโรงเรียนคุณหนูไฮโซ โรงเรียนพุทธ ยันโรงเรียนคริสต์  มากมายหลายโรงเรียนจนมาจบประถมที่โรงเรียนเทศบาล 2 จังหวัดพิษณุโลก ในสมัยประถมผมเป็นเด็กที่เตะฟุตบอลเก่งชนิดที่ว่าในรุ่นเดียวกันในพิษณุโลกหาตัวจับยากที่เดียว ทั้งที่ตัวผอมแห้งแต่อาศัยความพลิ้วและเล่นบอลด้วยสมองไม่ค่อยใช้แรงปะทะ ส่วนเรื่องเรียนผมก็มีความจำที่ดีแต่ออกแนวขี้เกียจตั้งแต่เล็กๆ ชนิดที่หาตัวจับยากเช่นเดียวกัน(หมายถึงความขี้เกียจนะ)  พอจบประถมด้วยเกรดปานกลางมากๆก็ได้โควตาบุตรข้าราชการตำรวจ เรียนต่อมัธยมที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด คนพิษณุโลกเรียกสั้นๆว่าโรงเรียนชายเพราะมีแต่ชายล้วน เพราะเมื่อก่อนยังไม่เป็นโรงเรียน สหศึกษาเหมือนปัจจุบัน แต่ก็มีสาวๆให้เห็นบ้างในมัธยมปลาย ช่วงชีวิตในโรงเรียนมัธยมของผมมีวีรกรรมที่น่าจดจำและไม่น่าจดจำมากมาย ทั้งเรื่องการเรียน  การเล่นฟุตบอล ครอบครัว  การคบเพื่อนจนเสียผู้เสียคน แก็งค์รถซิ่ง  และที่จะขาดไปไม่ได้ก็คือเรื่องสาวๆ ที่ได้เชื้อพ่อมาเต็มๆ จะน่าภาคภูมิใจดีไหมเนี่ย เริ่มจากมัธยมต้นผมก็เป็นเด็กเรียนปานกลาง เอาตัวรอดด้วยไหวพริบเป็นส่วนใหญ่ก็คือยังทิ้งนิสัยขี้เกียจไม่ลงซะที คาบว่างก็เตะบอลกับเพื่อนๆจนตัวดำ คาบไหนไม่ชอบเรียนก็โดดยกห้องไปเตะบอลกันเรียกได้ว่าคิดอะไรไม่ออกก็เตะบอลเลยก็ว่าได้จนเริ่งมัธยม 3 ผมเริ่มเตะบอลคบเพื่อน ติดสาว เริ่มมีรถจักรยานยนต์เป็นของตัวเอง เริ่มออกนอกลู่นอกทาง ในช่วงนี้มันมีเหตุและปัจจัยหลายอย่างให้ผมต้องเลือกทางเดินที่ผิดๆ เริ่มจากมัธยม 1 พ่อและแม่ของผมฟ้องศาลกันเพื่อจะเอาลูกไปเลี้ยงในครอบครองคือแย่งกันเป็นผู้ปกครองสุดท้ายพ่อก็ชนะเพราะหาว่าแม่เป็นโรคประสาทไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ผมและพี่สาวจึงไปอยู่บ้านพ่อในค่ายตำรวจ ตชด. ร่วมกับแม่เลี้ยงและน้องชายคนละแม่อีกหนึ่งคน โดยแม่เลี้ยงมีอาชีพแม่ค้าขายผลไม้ อาหารตามสั่ง แม่เลี้ยงผมค่อนข้างจะมีฐานะ คือพ่อผมชอบแม่ค้าเพราะเงินคล่องกว่าครูบ้านนอกอย่างแม่ น่าจะมีส่วนนะ ในความคิดของผมตอนนั้น
ส่วนแม่ก็มีสามีใหม่ที่เป็นครูด้วยกันและอีกไม่นานก็มีหนุ่มๆมาพัวพัน ตั้งแต่ ตำรวจ เสี่ยรับเหมา จนเลิกรากันไป ผมก็ได้มีเวลาช่วงเสาร์อาทิตย์ไปนอนกับแม่บ้างเพราะแม่ยังสอนอยู่ที่พิษณุโลก ส่วนจันทร์ถึงศุกร์ก็ไปเรียนหนังสือกลับมาก็มาช่วยแม่เลี้ยงขายของทั้งพี่ทั้งน้อง หมายถึงพี่สาวผม ทำให้ผมเหนื่อยกว่าเด็กในรุ่นเดียวกันแต่ก็ได้ประสบการณ์ ได้รับผิดชอบงานตั้งแต่เล็กๆ เพราะถ้าไม่ช่วยเราก็จะไม่ได้เงินไปโรงเรียน หรือได้ก็ได้น้อย ทำให้ผมและพี่สาวเก็บเงินเก่ง สามารถซื้อของเล่น แพงๆด้วยตัวเองได้ เช่น ตัวต่อเลโก้ ที่ผมภูมิใจมาก เพราะผมจะคำนวณเลยว่าเก็บวันละเท่านี้นะกี่วันกี่เดือนจะได้ตัวต่อชุดนี้ และก็ได้จริงๆ ทำให้ผมมีความภูมิใจกับสิ่งเล็กๆน้อยตั้งแต่เด็กๆ  นี่คือช่วงเด็กๆ ทีนี้ข้ามมาดูช่วงมัธยม 3 ที่ผมบอกว่าเริ่มมีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงไปทางไม่ดี ก็คือ เริ่มจากคบเพื่อนที่เป็นแกงค์รถซิ่ง เตะบอลไม่ยอมเรียน จีบสาวที่เรียนพิเศษวันเสาร์อาทิตย์ ทำให้การเรียนค่อนข้างตก จนพ่อบอกว่าถ้าไม่ชอบเรียนก็จะให้ไปอยู่โรงเรียนกีฬาจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งขัดแย้งกับความคิดของแม่ที่อยากให้เรียนต่อม.456 และให้เข้ามหาวิทยาลัย เพราะเตะบอลไม่มีอนาคตไม่มีอาชีพแน่นอน จึงทำให้ผมค่อนข้างสับสนมากกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต จึงหันไปคบเพื่อน ติดสาว ประกอบกับช่วงนั้นพี่สาวก็เริ่มโตเรียน ปวส. มีแฟนเลยห่างๆกันไม่ค่อยสนิทเหมือนเก่า และก็ไปต่อป.ตรี บัญชี ที่ศรีปทุม จึงห่างกันไปโดยปริยาย ผมเลยใช้ชีวิตด้วยตัวเองคิดอ่านตัดสินใจทุกอย่างด้วนตนเอง พ่อกับแม่เลี้ยงก็จะให้เงินเป็นสัปดาห์สองสัปดาห์ที จึงทำให้ห่างจากครอบครัว แต่อีกด้านนึงก็ทำให้ผมโต สมัครเรียนต่อ ม. ปลายเอง ทำธุรกรรมทางกฎหมายต่างๆด้วยตัวเองตั้งแต่ ม. 3 ติดต่อที่เรียนพิเศษ เองจ่ายเองบางครั้งก็ไม่ได้เรียน เพราะเอาเงินไปแต่งรถเลี้ยงเพื่อนเลี้ยงสาวบ้าง เป็นช่วงชีวิตที่ค่อนข้างเสเพล โดนจับเรื่องรถซิ่งนับครั้งไม่ถ้วน แต่ผมก็จบมัธยมต้นได้ด้วยเกรดที่เกือบตก และต่อมัธยมปลายที่โรงเรียนเดิมและแค่เทอมแรกผมก็ติดศูนย์ วิชาคณิตศาสตร์แล้วเพราะไม่เข้าเรียนและเรียนไม่รู้เรื่อง แต่วิชาอื่นๆก็พอถูๆไถๆไปได้นับเป็นช่วงที่ถึงจุดพีคของเด็กเสเพลเพราะเริ่มเบื่อกับการใช้ชีวิตเดิมๆ โดดเรียนไปปาร์ตี้กับสาวๆโรงเรียนสตรี ตกเย็นก็กลับบ้านในเวลาเหมือนได้ไปเรียนมาทั้งที่จริงในกระเป๋ามีแต่ชุดเที่ยว นี่คือพฤติกรรมที่ทำบ่อยในมัธยม4 แต่จุดหักเหของชีวิตก็มาถึงในมัธยม 4 เทอมที่ 2 เพราะหลายๆอย่างบีบบังคับ ทั้งเรื่องที่บ้าน ครอบครัว แม่ พี่สาว เพื่อน เพราะเพื่อนที่คบๆกันก็เริ่มล้มหายตายจากด้วยคดียาบ้าบ้าง รถชนบ้าง ออกกลางคันบ้าง พ่อจึงเรียกคุยยื่นคำขาด ประกอบกับในช่วงนี้ได้มีโอกาสเรียนรักษาดินแดนเป็นนักศึกษาวิชาทหารด้วยจึงเริ่มมีระเบียบวินัยในตัวเองเพิ่มขึ้น และที่สำคัญคือผมเจอรักครั้งแรกกับสาวที่เรียนประถมด้วยกันคือแอบปลื้มๆกันตั้งแต่ป.2 พอมัธยมหล่อนก็ย้ายไปเรียนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัด ทำให้ไม่ได้ติดต่อกันนาน และเธอก็มาเรียนพิเศษในที่กวดวิชาวิชาคณิตศาสตร์แห่งหนึ่ง ผมที่ติดศูนย์คณิตศาสตร์จึงโดนบังคับให้ไปเรียน ด้วยความไม่ตั้งใจ แรกๆก็เรียนไปงั้นๆอยากไปเห็นหน้า แต่หลังๆเริ่มตั้งใจเพราะอยากโชว์พาวตอบแบบฝึกหัดบ่อยๆ แล้วได้หน้า คิดเร็วคิดถูกตอบดังสาวๆก็สนใจ จนเพื่อนๆในชั้นเริ่มหมั่นไส้ แต่มันก็ทำให้ผมเรียนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว คงเพราะได้ทำแบบฝึกหักมาก และทำซ้ำๆจนชำนาญ จึงส่งผลให้มัธยม 5 และ 6 ผมได้เกรด 4 วิชาคณิตศาสตร์ทุกเทอม แต่วิชาอื่นๆผมก็ยังเหมือนเดิมคือเอาตัวรอดไปวันๆ 2 บ้าง 3 บ้าง 1 บ้าง ก็คละกันไปจบมัธยม 6 มีGPA อยู่ที่ 2.50 ซึ่งถือว่าปานกลางเพราะม.4 เกรดไม่ดีมาเร่งทีหลังก็ไม่ค่อยทัน ในช่วงนี้เองผมได้ค้นพบอะไรหลายๆอย่างในชีวิตวัยรุ่นทั้งการเรียน เรื่องสาวๆ ช่วยแม่เลี้ยงทำงาน ทำให้ผมรู้จักแบ่งเวลา ว่าตอนไหนควรเรียน ควรช่วยครอบครัวทำงาน ควรไปเที่ยวกับสาวๆ ตอนนั้นผมต้องช่วยแม่เลี้ยงขายของจนดึก และต้องตื่นเช้าไปเรียน เสาร์อาทิตย์ก็เรียนพิเศษอีก ทำให้ชีวิตผมค่อนข้างเร่งรีบรัดตัว  ในช่วงนี้ผมก็เปลี่ยนสาวบ่อยมาก แต่ที่มาจริงๆจังก็คือสาวอาชีวะพิษณุโลก บ้านใกล้ๆกันก็คบกันไปคบกันมา เธอน่ารักแต่ค่อนข้างที่จะหึงหวงผมมากเกินไปหน่อย คบกันตั้งแต่ ม.4 ถึง ม.6 แล้วก็มาเลิกกันเพราะผมย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนเรศวรแต่นั้นไม่ใช่ประเด็นเพราะที่จริงผมดันไปมีสาวใหม่ค่อนักศึกษาพยาบาลปีหนึ่งเหมือนกัน (ได้พ่อมาเยอะ) ผมสอบติดโควตาประเภทรับตรงของมหาวิทยาลันนเรศวรตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 44 ก่อนสอบผมก็ไม่ได้ไปเรียนพิเศษที่ไหนเลยมีเพียง
คณิศาสตร์อย่างเดียวส่วนวิชาอื่นๆผมก็อ่านเอาเองหมด ซื้อหนังสือติวมาอ่านเอง  เน้นเฉพาะที่ได้จริงๆ ผมมีความตั้งใจมากที่จะเข้า ม.น. ให้ได้ทั้งๆที่มันใกล้บ้าน อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เพื่อนก็ชวนให้เลือกที่ ม.ช. บ้าง แต่ผมตอนนั้นมองอะไรๆแคบไปหน่อยติดสาวกลัวไปเรียนที่อื่นแล้วห่างกันเลยดักดานอยู่ที่พิษณุโลก ในสมัยนั้นโควตาเลือกได้ 4 อันดับผมเลือกสถาปัตย์อันดับแรกเพราะชอบอยากเป็นสถาปนิกผมชอบวาดรูปชอบคิดอะไรๆแปลกกว่าเพื่อนๆก็หวังว่าจะได้เรียนส่วนอันดับต่อมาก็เป็นเภสัช(เลือกไม่เจียมตัวเอง) เกษตรศาสตร์ และสุดท้าย สถิติ เลือกเพราะมันมีใบแนบหล่นลงมาจากชุดคะแนนโควตา เลยเลือกเพราะวิทยาศาสตร์สถิติปิดมาหลายปี เพิ่งจะมาเปิดในปี 45 เป็นรุ่นที่ 4 เลยมีใบแนะนำผมก็เลยเห็นว่าไม่มีใครค่อยรู้จักและเลือกเท่าไรจึงเลือกไว้กันเหนียว หลังจากนั้นผมก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือทุกวัน ช่วงเวลาที่ผมชอบคือ ใกล้เช้า ตีสามถึงหกโมงเช้า ไม่รู้อะไรเข้าสิงผมเหมือนกันมันเกิดอยากอ่านอยากสอบติด อยากเท่ห์ คงเพราะสิ่งแวดล้อมในห้อง ม.6/7 ซึ่งเป็นสายวิทย์ สาธารณสุข มีความกระตือรือร้นกันมาก บางคนที่มีตังค์หน่อยก็ไปติวแบบแพงที่เค้าการันตีว่าติด บางคนก็เรียนพิเศษหลายๆสำนักจนดึกจนดื่น แต่ผมมันขี้เกียจไม่อยากกวนพ่อด้วยจึงไม่ได้ไปติวที่ไหนมีเพียงคณิตศาสตร์ตอนเย็นอย่างเดียวซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนประจำในโรงเรียนแกมาเปิดบ้านพักครูหลังโรงเรียนติวเพิ่ม ผมต้องขอบคุณอาจารย์เต้ย มากที่ทำให้ผมมีเจตคติที่ดีกับวิชานี้ แกสอนแบบง่ายๆเน้นให้ทำแบบฝึกหัด ผมยังคุ้นๆเลยว่าเอ๊ะบุคลิกอาจารย์เต้ยละม้ายคล้ายอาจารย์ปรมินทร์อย่างมากทั้งรูปร่างหน้าตา การพูดจา น้ำเสียง อาจเป็นเพราะแกเป็นคนเหนือเหมือนกันก็เป็นได้เพราะอาจารย์เต้ยจบ คม. คณิตศาสตร์ ที่ม.ช. พอประกาศผลในเดือนธันวาคม ในวันนั้นผมก็ยังโดดเรียนไปกะสาวอยู่ที่หอพักแห่งหนึ่งหลังวัดใหญ่(พระพุทธชินราช) เพื่อนสนิทผมมันชื่อเจดดา(ชื่อจริงเจษฎา)โทรมาบอกว่า เฮ้ยมึงมาดูบอร์ดหน้าตึกเร็ว ผมก็บอกไปว่าวันนี้กูไม่ได้เข้าไปว่ะ มันก็ตะโกนดังมากว่าเฮ้ยกูติดโยธา ส่วนมึงอ่ะติดสถิติ ที่ม.น. นะ ในวินาทีนั้นผมก็แอบเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ได้สถาปัตย์หรือคณะที่สูงกว่าดันมาได้อันดับสุดท้ายที่เลือกแต่อีกใจนึงก็ดีใจที่ติดกะเค้าเหมือนกันเพราะทั้งชั้น ม.6 โรงเรียนประจำจังหวัดพิษณุโลก ติดอยู่ไม่ถึง100 คนจากเกือบ 900 คน สิ่งที่ผมคิดตอนนั้นก็คือเรียนก็เรียนวะ โคตรฟลุ๊คอ่ะ พอวันต่อมาไปโณงเรียนเพื่อนแซวกันใหญ่ว่าแม่งมึงโชคดีว่ะ รู้งี้กูเลือกกับมึงก็ดี ผมก็แอบสะใจเล็กๆเพราะไอ้พวกเคร่งๆมันไม่ติดแต่ผมมันเด็กหลังห้อง เฟี้ยว ไม่ค่อยตั้งใจเท่าไร ในสายตาพวกมันกลับติดโควตา แต่ใครจะรู้ว่าผมซุ่มอยู่หลายเดือนก่อนสอบที่บ้านที่เรียนพิเศษ ตอนนั้นผมยืดมากเพราะพ่อแม่พี่สาวก็ดีใจกับผมมาก เป็นหน้าเป็นตาให้พ่อมากเพราะลูกตำรวจในค่ายเดียวกัน(ค่ายพระยาจักรี) มีผมกับลูกผู้พันในค่ายที่ติด นอกนั้นส่วนใหญ่ไม่ค่อยเอาไหนติดยา เรียนไม่ดีซะเยอะ พ่อเลยหน้าบานเลยช่วงนั้น เอาเป็นว่าช่วงนี้ผมก็ค่อนข้างชัวร์แล้วว่าคงเรียนที่นี่ไม่สอบใหม่ละเพราะวันรายงานตัวจะตรงกับวันอะไรซักอย่างซึ่งมันหมายความว่าถ้าคุณรายงานตัวสอบสัมภาษณ์โควตา ม.น. ก็จะต้องชัวร์ห้ามไปสอบหรือสมัครที่ไหนอีก ในใจผมก็บอกว่ากูไม่สอบไหนแล้วกลัวไม่ติดเพราะแค่นี้ก็ฟลุ๊คมากแล้ว เหอๆๆ บางคนที่เก่งๆก็สละสิทธิ์ที่ ม.น. ไปสอบในเดือนมีนาคมใหม่เพื่อไป มหาวิทยาลัยดังๆ เช่น จุฬา ธรรมศาสตร์ ม.ช. พอผมติดที่ ม.น. แน่นอนแล้วจากนั้นก็เข้าทางครับเพราะผมโดดบ่อยมากในเทอมสองของม .6 เพราะมันไม่มีแรงจูงใจในการเรียนเพราะเหลืออีกประมาณสองเดือนตอนนั้นก็จะจบ ผมก็ใช้ชีวิตเมามันมาก แต่ก็สอบจบม.6 มาได้แบบเอาตัวรอดเกรดเกริดไม่สนใจเอาแค่ผ่านพอ หลังจากนั้นผมก็ดำเนินการทุกอย่างด้วยตนเองตั้งแต่ขั้นตอนมอบตัวรายงานตัวเพราะพ่อก็แค่เอาหลักฐานมาให้อย่างเดียวแต่ผู้ปกครองคนอื่นๆนี่เค้ามากันแบบตื่นเต้นตื่นตัว แต่พ่อผมนี่โคตรสนใจลูกเลย เหอๆๆ ผมเลยทำทุกอย่างด้วยตนเอง ค่าเทอมก็จัดการเองแต่ขอพ่อนะครับและพ่อก็ไปขอแม่เลี้ยงมาอีกที แต่ปรากฏว่าพ่อไม่ได้บอกแม่เลี้ยงว่าค่าเทอมผมเบิกได้ เลยเรียบร้อยโรงเรียนดาบตรี เอาไปเลี้ยงสาวตามเคย ผมโชคดีที่ไม่ได้กู้ยืมเงิน กยศ. เรียนเพราะค่าเทอมสมัยนั้นก็ไม่แพงมาก ห้าหกเจ็ดพันประมาณนี้แต่หลังจากนั้นออกนอกระบบก็หมื่นกว่า นับว่าโชคดีมากๆ นี่คือชีวิตในช่วงเริ่มต้นของผมในด้านการศึกษาและชีวิตรอบๆด้าน การลองผิดลองถูก ผ่านสิ่งร้ายๆ ได้ประสบการณ์ดีๆ การปรับตัว การยืดหยุ่นของชีวิต แต่อาจยังไม่มีเหตุการณ์ที่เข้มข้นมากนักเดี๋ยวในตอนหน้ามาติดตามชีวิตในรั้ว ม.น. ว่าจะมีวีรกรรมอะไรเด็ดๆอีก รับรองว่าเข้มข้นกว่านี้หลายเท่าตัวเพราะผมจะได้เล่าถึงชีวิตการเรียน ชีวิตความรักของนิสิต ม.น. ที่เน่าไม่แพ้ละครในทีวีเลยทีเดียว รวมไปถึงชีวิตครอบครัวผมที่เปลี่ยนได้ตลอดเวลา จนผมเริ่มปลงๆแล้วว่า ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง จริงๆ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น