วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เด็กชายกระจกเงา ตอนที่ 2

ตลอด4 ปีที่ผมอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลกมีทั้งสุขและทุกข์จากนานาปัญหา เรื่องราวต่างๆ มีช่วงเวลาที่ประทับใจ เศร้า อิ่มเอมไปกับบรรยากาศต่างๆผ่านกิจกรรมดีๆที่เกิดขึ้น เริ่มจากตอนปีหนึ่งน้องใหม่มีการเข้าห้องเชียร์ของ ม.น. โดยผมอยู่ห้องเชียร์คณะวิทยาศาสตร์ซึ่งก็ขึ้นชื่อเรื่องความโหดมันฮาอยู่แล้ว แต่ผมไปเข้าวันแรกก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ไม่ใช่แนวผม อีกปัจจัยนึงคือแฟนหวงมาก คือพูดง่ายๆงี่เหง้ามากไม่ให้ผมทำกิจกรรมไรเลยให้เรียนแล้วรีบกลับบ้าน ผมก็เลยทำให้เพื่อนๆที่อยู่รอบๆผมเดือนร้อนในวันที่สองเพราะจากนั้นผมไม่เคยเข้าห้องเชียร์อีกเลย จนวันสุดท้ายอีกประมาณหนึ่งเดือนต่อมาผมจึงเข้าไปปิดห้องเชียร์ ถึงขนาดพี่รหัสเอือมระอาเพราะเอาข้าวเอาขนมมาให้ผมเกือบทุกวันแต่ผมดันไม่เคยโผล่หน้าไปเลย จนระยะต่อมาผมเริ่มเบื่อกับแฟนสาวที่ไม่ค่อยเข้าใจเพราะเด็กอาชีวะ พาณิชย์ จะมีอีกอารมณ์อีกความคิดนึงซึ่งออกแนวไม่เข้าใจเราเท่าไร ผมจึงหาเรื่องเลิกแต่เพื่อความแนบเนียน บังเอิญขณะนั้นสาวพยาบาลผู้ถือป้ายคณะพยาบาล หมวย เอกซ์ ดันตาถั่วมาขอเบอร์ผมที่เพื่อนในเอกสถิติที่อยู่บ้านเดียวกับสาวเจ้า หลังจากนั้นผมก็สานสัมพันธ์เรื่อยมาจนคบกันเป็นแฟนกันในปีหนึ่งตอนปลายๆ ขณะนั้นสาวอาชีวะก็มีบ่าวใหม่ผมก็เลยรอดตัวอย่างชิวๆ ผมคบกับสาวพยาบาลโดยพ่อแม่รับรู้เพราะผมไม่ได้อยู่หอพักแต่อยู่บ้าน พ่อที่อยู่ใกล้ม.น. เพียง 4 กิโลเมตรเท่านั้นจึงขี่รถไปเรียนไปกลับทุกวัน และแน่นอนเด็กวัยรุ่น นักศึกษาหนุ่มสาวก็นิยมอยู่ด้วยกันเป็นคู่ๆผมก็เช่นเดียวกัน พาเธอมาอยู่บ้านด้วยกันแต่เช่าหอพักไว้ที่ ม.น. เพราะเอาไว้เก็บของของหล่อนพอเวลาพ่อแม่เค้ามาเยี่ยมลูก ก็เนียนกลับไปนอนที่หอกับเพื่อนพยาบาลของเธอ เป็นแบบนี้อยู่ตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีที่สามปลาย เมื่อเธอเรียนทฤษฎีสองปีพอปีสามก็กลับไปฝึกงานที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ ช่วงนั้นเราก็เริ่มมีปัญหากันคือเธอมีหนุ่มมาติดพัน และก็แอบมีแฟนใหม่โดยที่ผมไม่รู้ตัวเลย ก็เลยมีเรื่องระหองระแหงกันอยู่จนผมรู้สึกว่าผิดปกติจึงตามไปหาที่นครสวรรค์โดยที่ไม่ให้เธอรู้ตัวและก็แอบไปเห็นกลางดึกคืนนั้นเธอปีนออกจากหอพักพยาบาลด้านหลังเพื่อไปเที่ยวกับหนุ่มคนใหม่ผมแอบอยู่ที่ตู้โทรศัพท์หลังหอพัก เต็มๆเลยครับเป็นความรู้สึกที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เหมือนจุกเสียดเน้นท้อง แต่ไม่ต้องกินยาธาตุเพราะมันจุกแบบว่า โหแม่งแรงว่ะ ไม่นึกว่าหล่อนจะกล้า ผมก็แอบคิดในใจว่าของเค้าแรงจริงๆ กลับมาจากนครสวรรค์วันรุ่งขึ้น ไม่เป็นอันเรียนเลยครับ กินไม่ค่อยได้ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ไตพิการ อาหารไม่ย่อย โอ๊ยสารพัดจนกระทั่งเวลาผ่านไปผมก็เริ่มทำใจได้บ้างไม่ได้บ้าง หลายเดือนต่อมาเธอก็กลับมาหาผมแต่คราวนี้มันต่างออกไป ผมไม่ได้รู้สึกกับเธอเหมือนเก่าแต่เธอก็ดูเหมือนจะสำนึกผิดจึงรักผมมากกว่าเดิมแต่มันสวนทางกับผมที่รู้สึกกับเธอ จนกระทั่งปี 4 ผมก็ห่างกับเธออีกครั้งคราวนี้ผมก็เริ่มออกลายอีกครั้งอาจเป็นเพราะความเจ็บแค้นที่เธอเคยทำไว้ผมก็เลยรู้สึกอยากแก้แค้นเธอจึงไปจีบรุ่นน้องพยาบาลซึ่งดีกรีเป็นหรีดคณะพยาบาลคงไม่ต้องบรรยายถึงความน่ารักของน้องคนนี้ซึ่งมันก็ได้ผลเพราะน้องเค้าก็แรงจริงก็เล่นด้วยกับผมจนเกิดวีรกรรมที่ผมนึกแล้วก็ตลกตัวเองว่า โหผมหน้าเหมือนโดม ปรกณ์ ลัมรึไง ถึงมีนักศึกษาพยาบาลรุ่นพี่รุ่นน้องตบกันสนั่นหอพักพยายบาลที่นครสวรรค์ ไอ้ผมอยู่ที่พิษณุโลกรู้ข่าวเข้าก็แทบบ้า แต่ออกแนวบ้าจี้หลังจากนั้นผมก็เริ่มยุติความสัมพันธ์กับสาวๆ แต่มันก็มีเข้ามาอยู่เรื่อยๆเป็นลักษณะ After shock คือมาเป็นระลอกแต่ไม่ได้จริงจังหนักแน่นอะไรกับใคร ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้คงนึกว่าชีวิตนี่มีแต่ด้านมืดของอิสตรี แต่ในอีกหลายมิติผมก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะหมด อย่างเรื่องการเรียนในปีหนึ่งผมก็ทำเกรดอยู่ในระดับปานกลางเอาตัวรอดเพราะต้องตัดเกรดรวมกับหลายๆคณะ แต่พอเริ่มเข้าวิชาเอกเกี่ยวกับคณิตศาสตร์และสถิติผมก็ทำเกรดได้อยู่ในระดับดีเฉียดสาม บางเทอมก็สามกว่า ซ่งมันก็มากจากความขยันและเพื่อนๆที่ช่วยๆกันทำให้เรากระตือรือร้น แต่เหตุการณ์ที่ผมประทับใจที่สุดด้านการเรียนก็คือ ในปีสองผมเรียนวิชาแคลคูลัส และต้องเรียนรวมกับหลายคณะเป็น Sec ใหญ่ ผมสามารถทำคะแนนสอบแคลคูลัสได้100 เต็ม 120 สูงสุดในSec ที่มีอยู่ร้อยกว่าคน ตอนขานคะแนนผมนี่ตัวลอยเลยเพราะสาวๆหันมามองเกรียวกราว บางคนก็ว่าผมมั่วถูกแต่มันเป็นวิธีทำหมดใครจะเดาได้ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมซุ่มอ่านทำแบบฝึกหัดอย่างหนักมากและมันก็ได้ผลตอบแทนที่หอมหวาน ส่วนวิชาอื่นๆในเอกผมก็ทำได้อยู่ในแถวหน้าของเอกแต่ก็อ่อนเป็นบางเรื่องเพราะติดขี้เกียจบ้างไม่ละเอียดบ้าง แต่ผมก็เอาตัวรอดมาตลอดในเอกผมจะให้ทำทั้งสองอย่างคือฝึกงานด้วยและกับมาทำ Project ด้วยซึ่งปัจจุบันให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง นับเป็นเรื่องที่โชคดีที่ผมได้ทั้งประสบการณ์การฝึกงานและกลับไปทำ Project โดยผมฝึกงานที่จังหวัดเชียงรายกลับสำนักงานตัวแทนประกันชีวิต AIA ของคุณขจร เภาเจริญ ซึ่งเป็นเพื่อนแม่ตอนนั้นผมอยู่ปีสามซัมเมอร์จะขึ้นปีสี่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จบแล้วจะมาอยู่จังหวัดเชียงรายเพราะจังหวะนั้นแม่ผมย้ายมาเป็นรอง ผ.อ.ที่จังหวัดเชียงราย ที่ ร.ร. ห้วยใคร้ และปัจจุบันอยู่ที่ ร.ร. เวียงแก้ววิทยา สพท. เชียงรายเขต 1 และแม่ก็อยู่กับตาที่แก่แล้วจึงคิดว่าถ้าเรียนจบอาจจะมาทำงานที่เชียงรายแต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรเพราะยังเรียนไม่จบ ผมเรียนสถิติก็จริงแต่ฟิวของมันหลากหลายทั้ง Pure ทั้ง Research ,QC และสถิติประกันภัย ดังนั้นจึงเลือกมาฝึกงานที่บริษัทประกันชีวิตก็ได้ประสบการณ์มากมายในระยะเวลา 2 เดือน ได้เรียนรู้เกี่ยวธุรกิจประกันชีวิต ชีวิตตัวแทนประกันชีวิตฝีกบุคลิกการพูดคุย การมีปฎิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การเข้าหาคน เพราะก่อนหน้านี้ผมจะออกแนวเซอร์ๆเล่นดนตรีกับเพื่อนๆในเอกตอนปีสามโดยมีวงชื่อว่า STAT BAND ประกวดงานดนตรีต่างๆใน ม.น. โชว์ในงานต่างๆของคณะก็จะออกแนวไม่เรียบร้อย การมาฝึกงานที่นี่ผมก็ปรับปลี่ยนบุคลิกไปค่อนข้างมาก และพอกลับมาผมก็กลับมาทำ Project เกี่ยวกับการวิเคราะห์ปัจจัยของผู้เลือกทำและไม่ทำประกันชีวิตของประาชนในเขตอำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก โดยใช้ Factor Analysis แบบ Exploratory ซึ่งก็ได้ความรู้เกี่ยวกับตัวสถิติและวิธีการทำวิจัยเบื้องต้นค่อนข้างมาก แต่ก็ทำในลักษณะกลุ่ม 3 คนจึงไม่ค่อยมีความเข้มข้นซักเท่าไรแต่ประสบการณ์ตรงจากการเก็บข้อมูลลงภาคสนามก็มีความทรงจำดีๆมากมายทั้งโดนหมาไล่ ควายขวิด หลงทางมากมายเพราะสุ่มตัวอย่างในอำเภอเมืองพิษณุโลกก็จริงแต่มันไม่ได้เจริญไปทุกซอกทุกมุมบางที่อำเภอเมืองก็จริงแต่ยังเป็นลูกรังอยู่ก็มากแต่ก็ได้รับรู้ว่าแบบสอบถามทุกชุดมีคุณค่ามากขนาดไหน จรรยาบรรณนักสถิติตอนนั้นค่อนข้างเข้มข้นมาก แต่ก่อนหน้านี้ผมก็ได้ทำงานวิจัยเล็กๆในมหาวิทยาลัยหลายชิ้น เช่น ศึกษาพฤติกรรมการเล่นพนันฟุตบอลของนักศึกษาชายใน ม.น. การทำวิจัยเรื่องนี้ทำให้ผมต้องเข้าไปคลุกวงในกลายเป็นเซียนบอลไปโดยปริยาย ถึงขนาดติดพนันบอลกันงอมแงมเลยทีเดียวแต่ก็เลิกได้ตอนเรียนจบนี่แหละครับ อย่างที่บอกว่าผมเล่นบอลดีตั้งแต่เด็กเมื่ออยู่ในรั้วมหาวิทยาผมก็เล่นบอลของคณะ ซ้อมบ้างได้ลงบ้าง ไม่ได้ลงบ้าง เพราะเมื่อโตขึ้นฟุตบอลมันก็มี Factor มากมายเรื่องของเส้นใครเข้าหารุ่นพี่บ่อยๆเรียกว่าเลียเก่งก็ได้เล่นบ่อย และผมก็ตัวผอมแรงปะทะน้อยจึงไม่ค่อยได้รับโอกาสเหมือนตอนเด็กๆที่เรื่องแรงปะทะเป็นปัจจัยรอง แต่ก็มีความสุขกับการเตะฟุตบอลในมหาวิทยาลัยยามเย็นทุกๆวัน ช่วงปีสี่ปีสุดท้ายนับเป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิตมหาวิทยาลัยเพราะไม่ค่อยมีเรียนไปหาอาจารย์เพื่อดูความคืบหน้า Project นานๆครั้งจึงทำให้มีเวลาว่างสังสรรค์กันบ่อยครั้งในหมู่เพื่อนฝูงและมีกิจกรรมร่วมกันมากมาย โดยยึดหลักความเสี่ยงและความน่าจะเป็น เช่น รัมมี่ ป๊อกเด้งเรียกว่า เล่นกันจนผ่อนมือถือกันเป็นเครื่องๆเลยที่เดียวแต่ที่ร้ายที่สุดคือเล่นกันจนเพื่อโดนรีไทน์ คือเพื่อนผมเรียนภาคค่ำพอพวกผมเลิกเรียนบ่ายก็จะชวนมันเล่นจนมันไม่ได้ไปเรียนจนโดนรีไทน์ตอนปี 3 ซึ่งพวกเารู้สึกผิดมากกับเพื่อนคนนี้แต่มันก็ไปเรียนใหม่ที่ กทม. แต่ทุกครั้งที่ติดต่อหรือเจอก๊วนเดิมๆก็จะมีวลีที่หลอกหลอนกันก็คือ “เฮ้ยระเบิดลงที่หอมาด่วน” นั่นหมายถึงระเบิดลงแล้วต้องมีการขาขาดเกิดขึ้น นั่นคือเรียกลูกขามาประจำการ นึกถึงแล้วยังได้กลิ่นผ้าห่มที่รองไพ่ มันก็เป็นประสบการณ์กับเพื่อนๆที่หาไม่ได้ที่ไหน และช่วงนั้นเองชีวิตผมก็เปลี่ยนอีกครั้งนึงก็เป็นเรื่องของชีวิตความรักนั่นเองหลังจากที่เว้นว่างโสดอยู่หลายเดือนจนกระทั่งความบังเอิญทำให้ได้เจอกับรักครั้งใหม่แต่กับคนเก่าตั้งแต่สมัยเรียน ป. 2 ไม่น่าเชื่อว่าจะยังได้กลับมาคบกันอีก วันนั้นผมปวดท้องมากกำลังจะไปดูบอลที่หอเพื่อนหลังมอ ปวดมากเลยแวะไปหาหมอที่ รพ. ม.น. ก่อนเพื่อไปตรวจและเอายาไปกินแต่ปรากฏว่าเหตุการณ์มันรุนแรงกว่าที่คิดไว้เยอะเพราะหมอกดที่ท้องผมสะดุ้งกระตุกอย่างแรงเท่านั้นแหละครับหมอพูดว่า เตรียมผ่าได้ ไส้ติ่งชัวร์ ผมแทบจะหัวใจวายเพราะเกิดมาเพิ่งจะเคยผ่าตัดเป็นครั้งแรกของชีวิต ในตอนนั้น แฟนก็ไม่มี เลยโทรบอกแม่ที่อยู่เชียงรายพอแม่รู้ก็รีบมาพิษณุโลกทันที แต่พ่อนี้ติดราชการต่างจังหวัดเลยมาไม่ได้ พอผมผ่าตัดเสร็จ ก็พักฟื้นอยู่ที่ รพ. ม.น. จนได้เจอญาติของสาวที่ผมไม่คิดว่าจะได้ติดต่อกับเธออีกหลังจากเมื่อตอนม. 4 ได้ไปกวดวิชาด้วยกันแต่ก็ไม่ได้สานต่อความสัมพันธ์อะไรจึงเป็นแค่ความทรงจำดีๆ ที่เก็บไว้จนถึงวันนี้ที่ได้เจอญาติของหล่อนจึงได้ขอเบอร์ติดต่อจึงได้รู้ว่าเธอเอ็นติดที่แม่โจ้และเรียนอยู่ปีสี่เหมือนกันในคณะเศรษฐศาสตร์ จึงได้คุยกันคุยไปคุยมาจนผมออกจากโรงพยาบาลพักฟื้นได้ประมาณสามสัปดาห์ก็ตัดสินใจไปเที่ยวเชียงใหม่ไปหาสาวเจ้าช่วงนั้นเป็นเดือนลอยกระทงปล่อยโคมที่แม่โจ้ และเราก็เริ่มคบหากันจนเรียนจบเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้นซึ่งรักครั้งนี้ของผมออกแนวจริงจังคาดหวังกันสูง เราก็ไปมาหาสู่กันเดือนละครั้ง ความสัมพันธ์ก็ดีขึ้นจนถึงจุดที่เรียกว่ามันเกิดอะไรมันเกิดอะไร เพราะในช่วงนั้นผมก็ทำงานเธอก็ไปทำงานที่ กทม.เจออะไรๆเยอะสังคมใหม่ก่อนหน้านั้นเธอก็ขายของช่วยแม่อยู่บ้านมันก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอเริ่มเจออะไรกว้างขึ้นมันก็มีข้อเปรียบเทียบประกอบกับทิ้งระยะไกลเกินไปบางเดือนแทบไม่ได้เจอกันสองสามเดือนก็มีที่ห่างกัน จึงมีอันต้องเลิกกัน ทั้งๆที่ความคาดหวังของเราสูงถึงขนาดพ่อและแม่ของเราทั้งคู่คุยกันแล้วเรามีการวางแผนอนาคต ไปมาหาสู่กันผมก็ไปช่วยครอบครัวเค้าขายของในวันหยุดเทศกาลบ่อยครั้งจนเหมือนครอบครัวเดียวกัน พ่อแม่เราสนิทกันคุยกันถูกคอ มีความสัมพันธ์ในทุกมิติ ซึ่งดูแล้วเหมือนว่าจะสิ่งต่างๆจะทำให้คิดว่าใช่คนนี้ เราไปงานรับปริญญาของเราทั้งคู่ ทุกสิ่งทกอย่างดูดีสวยงาม แต่สุดท้ายมันก็พังลงทั้งหมดภายในระยะเวลา 2 ปี กว่า เหมือนกับว่าเราเป็นเพื่อนกันซะมากกว่าเพราะเราเริ่มจากการเป็นเพื่อนกันมานานจนความคิดของเธอเปลี่ยนไปเพราะก็เข้าใจในเหตุผลที่เธอมาบอกเลิก เธอก็คงต้องการความมั่นใจ การดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่เหงา ไม่ต้องรอคอย แต่ผมไม่มีเลย ไม่ใช่เลย จึงเพิ่งรู้เดี๋ยวนั้นเองว่าตัวเองความคิดแคบมากเหมือนจะโตแล้วที่เรียนจบแต่ความคิดยังเป็นเด็กกันอยู่ทำให้ความคาดหวังมันกลับมาทำร้ายเราเองเราจากกันด้วยดีโดยที่ยังคุยกันได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันยังถามสารทุกข์สุกดิบกันไๆด้เหมือนเดิม นั่นเป็นความรักครั้งสำคัญที่เป็นประสบการณ์ที่ดีทำให้ผมเข้าใจอะไรๆเกี่ยวกับชีวิต ความรักในด้านต่างๆ มากขึ้น จนทำให้ผมมีแนวคิดที่ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น กับความรัก และชีวิตจนทำให้เราต้องเสียความเป็นตัวของตัวเองไป สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญถ้าจะรักใครซักคนก็ต้องยอมรับสิ่งที่อยู่ในเนื้อในตัวของกันและกันให้ได้ แสดงความเป็นตัวตน อย่าFake ใส่กันมันจะไม่ยั่งยืน จากชีวิตผมมาถึงตรงนี้ก็ยังมีอกีหลายประเด็นที่ยังคงค้างอยู่แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องราวเชิงลบที่ไม่ค่อยสมหวัง จากนี้ลองมาเปลี่ยนดูเรื่องราวชีวิตในด้านปัจจุบันและอนาคตภาพซึ่งจะเกี่ยวกับข้องกับการทำงานการศึกษามุมมองความรักที่เป็นปัจจุบันขณะว่าจะแตกต่างจากประสบการณ์เดิมมากน้อยเพียงใด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น