วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ชีวิต ความหวัง ในปีใหม่ๆ

           วันที่ทุกอย่างเคลื่อนตัวออกจากจุดศูนย์กลาง วันที่ถือเป็นวันสุดท้ายของภาระ การหอบหิ้ว ใจร้าว ตรากตรำกับสภาวะทั้งหลายในปีที่มีการพลิกผันทั้งการเดินทาง เรื่องราว ความคาดหัวง ความสำเร็จ  ล้มเหลว คลุกคลานทางอารมณ์ ผู้คน มากมาย เป็นปีที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงผกผันจากจุดหนึ่งไปยังจุดที่ไม่เป็นหนึ่ง แต่การก้าวผ่านพ้นมาได้เป็นรางวัลชีวิตที่หลายๆครั้งไม่เคยประสบ ปีที่ความอ่อนไหว อ่อนโยน ท่ามกลางการพบปะ ท้าทาย ความรู้สึกนึกคิด หัวใจอ่อนแรง แข็งกร้าว ปะปนผสมปนเป การเดินตามทางวิถีของสันดานเดิม ความสุขใกล้ตัวที่ไม่รู้ว่าเมื่อผ่านพ้น ชม. ที่ 25 ของวันสุดท้ายปีจะยังคงอยู่ตลอดไปหรือชั่วคราวแค่ไหน ต้องยอมรับและเข้าใจสิ่งต่างๆอย่างที่ผ่านมา เราอาจเดินอยู่บนเส้นทางนี้เพื่อพบเจอสิ่งไม่คาดฝัน ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน หรือเรียบง่าย อยู่ที่ใคร อยู่ที่เธอ อยู่ที่เรา อยู่ที่วันนี้ ความสุขอย่างง่ายของเรา ความสุขอย่างง่ายของฉันและเธอ  การเดินทางขึ้นฟ้าลงดินหกเหินเกินทะยาน เพื่อกลับมาสู่บ้านเก่าที่เราต่างรู้ว่า ริมเจ้าพระยากับผู้คนที่คุ้นเคย วางใจในวัยเด็ก ความสุขที่ชีวิตยอมสยบต่อความเรียบง่ายวิถีแม่น้ำ แม่น้ำของหัวใจ และอาจเป็นเธอใช่ไหมที่นำพาความรักกลับมา สู่แม่น้ำของเด็กชายที่เหม่อมองกระแสสินธุ์ ในเย็นย่ำที่ตะวันคล้อยต่ำสบตาเรา บนผิวน้ำใหญ่ หลังบ้านของเรา จะรอคอยเธอ และคิดถึงเธอเสมอ...

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เช้าที่ไม่มีฝนพรำมา

             ความสวยงามจากสิ่งที่เป็นเธอ ความรู้สึกที่ลืมไปขณะการเดินทาง มีสัญญาระหว่างกายและใจที่เป็นหนึ่ง การได้ผ่านทางสายเดิมซ้ำไปซ้ำมา แต่สูงชันตามการหลอกหลอนของอดีต ที่ข่มใจให้เบื่อหน่ายชินชากับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเร็วกว่าที่จิตใต้สำนึกกำหนด ความรักในตัวตนลดลง สนใจความต่อเนื่องมากขึ้น เธอชดเชยความขาดหาย ความหวัง การได้กลับมารู้สึกในช่วงเวลา ที่ร่างกายลมหายใจเราก่ายกอด บ่งบอกถึงสารที่อยู่ภายใน เคมี ต่างๆที่ครุกรุ่นได้ดีกว่าคำพูด สัญญาจอมปลอม จะเชื่อในความเป็นธรรมชาติที่สุดเพราะการเลยผ่านสิ่งที่ เป็นครรลองจังหวะชีวิตไม่ได้ช่วยต่อเติมความสุขได้เท่ากับปริมาณที่อยากต้องการ ฉันเดินทางมาเพื่อพบเจอร่องรอยของคนอื่น สวมทับรอยทางของเรา เงาของเราทอดยาวไปถึงแสงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ฝันและหวังจากนี้ จะไม่มีสิ่งที่เหนือกว่าจิตที่มีสุขของเรา

             การไม่มีอยู่ของสัญญา ความหวัง จิตที่เป็นธรรรมชาติ คือการควบคุมและคัดสรรที่เป็นจริงที่สุดของ ความสัมพันธ์ ที่ผ่านทั้งเวลา ผู้คน มาถึงจุดที่เปราะบางแข็งกร้าว แต่ลึกซึ้ง ความสุขจะกลับมาอีกครั้ง แม้ไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดิมๆ ...ก็ตาม

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หนังสือเล่มใหม่

             ความสัมพันธ์ ความรัก ที่มีจังหวะ rhythm ของท่วงทำทองแห่งภาษากาย มนุษย์นั้นมีทั้ง วัจนภาษา และ อวัจนภาษา เฉกเช่นเดียวกับสัตว์สังคมในป่าน้อยใหญ่ที่ต่างมีความเกื้อกูล ความรู้สึกในการยังชีวิตให้มีความหมายคุณค่าต่อไป วันวานมันคืนย้อนมาไม่ได้ และวันพรุ่งนี้ก็ยังไม่รู้ การได้ดำรงอยู่ในเส้นทางของความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องมีแม้ความคาดหวังใดๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความอาทรต่อสิ่งที่ตอบสนอง การชิดใกล้สวมกอด ริมฝีปากที่แผ่วเบา มีความหมายกับความเฉยชาของร่างกาย ดั่งการชโลมชดเชยจากน้ำฝนฉ่ำเย็น ฉันไร้ซึ่งความปรารถนาในรูปแบบที่ผู้อื่นถวิลหามานาน แต่เพราะความเข้าใจ การถอยห่าง การวางชีวิตไว้กับความเดียวดายเอง จึงไม่มีโอกาสเปิดกายและใจให้ใครจริงๆ  ความสวยงามที่ซ่อนอยู่ สำคัญกว่าสิ่งภายนอก หลายคราวที่เรานึกคิดเพ้อฝันไปกับจินตนาการความงดงาม หลงลืมความเรียบง่ายของความสัมพันธ์ อาจไม่มีเวลาเป็นตัวถ่วงจำเพาะ แต่เราก็มีความสุขได้จากความซื่อสัตย์ต่อ sense  ที่เราต่างก็รู้ถึงที่มา ระยะทางต่อจากนี้

              ฉันตื่นขึ้นมาจากความผิดหวัง
              ฉันฝื้นขึ้นมาเห็นเธอ ในเบื้องหน้า
              ฉันหยิบหนังสือเล่มใหม่มาพร้อมกับความสดชื่น
              และเธอก็กำลังเข้ามาเติมเนื้อหาที่ขาดหายไปอีกครั้ง

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความเป็นจริงความฝันเราห่าง

อาจจะดูใจร้าย อาจจะเหมือนไม่แคร์..
แต่ก็คงต้องบอกให้เธอไป
อยากจะมีเหตุผลบอกเธอให้เข้าใจ
แต่เธอก็คงไม่อยากจะรับฟัง
ความเป็นจริงที่ปวดร้าว ในใจฉัน)

อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ ว่าอะไรสำคัญไปกว่า .. แค่รักกัน
อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน ถึงวันนั้นแล้วเธอจะเข้าใจ
ที่ฉันต้องบอกเธอให้จากกันไป ....

เจ็บในใจเธอนั้น ที่เราต้องเลิกลา
มันก็คงไม่ต่างจากใจฉัน
แต่ว่าความปวดร้าว อาจจะไม่เท่ากัน
เมื่อตัวของฉันต้องเอ่ยขึ้นมาก่อน

ยอมเป็นคนที่ใจร้าย ในวันนี้
มีเพียงคำว่ารัก คำหนึ่ง
เราคงไปไม่ถึง ไม่ถึงดวงดาวได้
ความเป็นจริงความฝันเราห่าง
ไม่เคยจะมีตรงกลาง ไม่เคยได้เข้าใจ
อยู่กันไปก็เท่านั้น

อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ ว่าอะไรสำคัญไปกว่า .. แค่รักกัน

อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน ถึงวันนั้นแล้วเธอจะเข้าใจ จะรู้ว่าเหตุใด

อีกหน่อยเธอคงเข้าใจ ว่าอะไรสำคัญไปกว่า .. แค่รักกัน

อีกหน่อยซึ่งคงไม่นาน ถึงวันนั้นแล้วเธอจะเข้าใจ จะรู้ว่าเหตุใด ...

จะรู้และเข้าใจ .... ที่เราจากกัน ......

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เราคงจะต้องลาจบกันแค่นี้

ขอบคุณความอัดอั้น ที่ทำให้เราจบลงด้วยดี
ขอบคุณความคาดหวัง ที่ทำให้เราจบลงด้วยดี
ขอบคุณความเฉยชา ที่ทำให้เราจบลงด้วยดี
ขอบคุณความเงียบ ที่ทำให้เราจบลงด้วยดี
ขอบคุณความเหนื่อยล้า ที่ทำให้เราจบลงด้วยดี
ขอบคุณความหวังดี ที่ทำให้เราจบลงด้วยดี
ขอบคุณ

บางทีเราอาจยังเด็กเกินไป

                   ชีวิตที่ผ่านร้อนหนาว มรสุมล่วงเลยกว่ารอบของใครหลายคนในวัยที่ อะไรหลายๆสิ่งเลยผ่านการผูกมัดของสังคม ความคิดที่ตกผลึกของใครบางคนกับมุมมองของความสัมพันธ์ เหมือนกับได้อ่านหนังสือเล่มใหญ๋จากใครบางคนที่ไม่แม้แต่เคยนึกถึง วันเวลาสอนสั่งให้คนคนนึงละทิ้งสิ่งที่คงมั่น บทเรียนร้อยพันที่ฟันฝ่า นานแล้วที่ตัวเราไม่ได้ดูเล็กจ้อยแบบวันวาน แสดงถึงโลกที่ซับซ้อน มีหลายสิ่งที่เรายังเขลา ยังต้องผจญ การนิ่งสุขุม ฟังเฝ้ามองสิ่งต่างๆผ่านพ้นเข้ามาผ่านไป คงดีที่สุด ความคิดถึง การรอคอยเกิดใหม่ตายและดับเวียนวน ความคาดหวัง เอาใจใส่ ห่วงใยมาตามจิตที่ร้องเรียก เราเป็นสัตว์สังคมวันนึงคงต้องยอมรับกฏนี้ วิถีททางที่เปลี่ยนไป ดูดกลืนวิญญาณความปรารถนา บางอย่างที่แฝงเร้น

ความคิดถึงจึงถูกบำบัดได้ด้วยน้ำเสียง
ความคิดถึงจึงถูกบำบัดได้ด้วยการพบเจอสบสายตา
ความคิดถึงจึงถูกบำบัดได้ด้วยการสวมรัดโอบกอด
และ ความคิดถึงจึงถูกบำบัดได้ด้วย เราสองคน

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เป็น อยู่ คือ

               การเป็นอย่างที่เราเป็น การอยู่แบบที่เราอยู่ มันคือคำตอบของการเวลาและสิ่งที่หล่อหลอม ความเชื่อ ความศรัทธาในวิถีทางทีเลือก การย่างก้าวผ่านเส้นทางขวากหนาม อุปสรรคจากอารมณ์รอบข้าง นับวันนับเดือนนับปีของหนึ่งสมองสองความคิด ความคิดที่จะปรับเปลี่ยนวิถีทางตัวเองเพื่อสิ่งใหม่ กับความคิดที่ยอมรับสิ่งที่เคยเป็นมา ความสุขในชีวิตที่เป็นอยู่(มัน)คือ อะไร ความล้มเหลวในความสัมพันธ์ ความหย่อนยานของความรักความใส่ใจ ความกระตือรือร้น การพบเจอกับเหตุการณ์ที่ซ้ำซากวนเวียน ปมด้อย ที่ทำให้ห้วงอารมณ์ดำดิ่ง สงสาร ใจอ่อน จนถูกบางอย่างเข้าครอบงำ การอุปทาน ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะช่วยบำบัดบรรเทาให้สิ่งเหล้านี้ทุเลาลง จิตเราแท้ๆที่อ่อนไหว จิตเรานะหรือที่มักง่าย เราได้ยิน เรามองเห็น เรากล้าที่จะยอมรับความจริงแค่ไหน การมองในมิติที่อีกคนมืดบอด การมองทะลุกระจกเงาของตัวตน การมองถึงจิตใจผู้อื่น การมองให้เห็นแก่นแท้ของปัญหา การมองแบบไม่ผูกติดยึดถืออคติ การมองเห็นเงาของตัวเองบนผิวน้ำที่เย็นยะเยือก เวลาคงไม่มีมากพอที่จะหลอมรวมความคิดตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่สามารถตอบสนองหรือเข้าถึงในสิ่งที่เป็นเรา ไม่ตอบสนองในด้านกายภาพ จินตภาพที่ห่างไกลออกไปตามเงื่อนไขของเวลา วิถีกระสุนที่แม่นยำทั้งทิศทางและความเร็ว ไม่อาจต้านเกราะกำบังที่สร้างมาเพื่อกระสุนนัดนั้นได้ฉันใด การพบเจอเดินทางครั้งใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง การอยู่ในโลกของตัวเองมากจนเกินไปก็มีผลต่อโลกของคนอื่นๆ โลกของเธอ โลกของเรา มันยังหมุนอยู่เป็นพลวัต แต่จักรวาลนี้มันกว้างใหญ่นัก ฉันและเธอเพิ่งพบเห็นผ่านมาแค่เศษเสี้ยวเดียว คงมีเวลาอีกมากหากวาสนาเราต้องกัน ฉันจะรอเธออยู่ที่ปลายสายรุ้งอันแสนไกล ใบหน้าเธอเริ่มเลือนลาง หมอกควัน ลมพัดลมเพใบไม้ปลิว แล้วมือทั้งสองของเราก็ไม่ได้สัมผัสกันอีกตั้งแต่วันนั้น

"เป็น"ในสิ่งที่เราเป็น


"อยู่"อย่างที่เราเคยอยู่


มัน"คือ"ความสุขของเรา